จักรวาลหวงอี้: พรรณนาโวหารแห่งจอมคนเหนือมิติ

 

จักรวาลหวงอี้: พรรณนาโวหารแห่งจอมคนเหนือมิติ

ณ รอยต่อแห่งพงศาวดารและดวงดาว

ณ ห้วงอณูแห่งกาลเวลาที่เส้นแบ่งพร่าเลือน แสงสะท้อนจากคมดาบสัมฤทธิ์ยุครณรัฐ (จ้านกั๋ว) อาบไล้โครงร่างของยานอวกาศแห่งอนาคตกาลที่จอดนิ่งสงบอยู่ท่ามกลางดวงดาวอันไกลโพ้น ที่นี่คือจักรวาลซึ่งภูมิปัญญาโบราณจากคัมภีร์อี้จิงถูกป้อนเป็นข้อมูลเข้าสู่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ และชะตากรรมของมหาอาณาจักรถูกตัดสินไม่เพียงด้วยกองทัพเรือนแสน แต่ด้วยลมหายใจของบุรุษผู้เดียวที่ถูกเหวี่ยงข้ามมิติแห่งเวลา นี่คือโลกที่ถือกำเนิดจากปลายปากกาของ หวงอี้ สถาปนิกเอกผู้รังสรรค์จักรวาลวรรณกรรมอันเป็นเอกอุขึ้นบนรากฐานของการสังเคราะห์สิ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ตรงข้ามกันอย่างสุดขั้ว

รายงานฉบับนี้จะนำเสนอว่า หวงอี้ (Wong Yee) มิใช่เป็นเพียงนักเขียนนวนิยายกำลังภายใน (Wuxia) แต่เป็นนวัตกรทางวรรณกรรมผู้พลิกโฉมและสถาปนาโครงสร้างของนวนิยายแขนงนี้ขึ้นมาใหม่โดยสิ้นเชิง.1 ด้วยการหลอมรวมประวัติศาสตร์อันลุ่มลึก นิยายวิทยาศาสตร์อันไร้ขีดจำกัด และการสืบค้นทางปรัชญาอันคมคายเข้าไว้ด้วยกันอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เขาสร้างพื้นที่ทางวรรณศิลป์รูปแบบใหม่ที่ชุบชีวิตขนบวรรณกรรมที่กำลังโรยราให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง และตอกย้ำสถานะของตนในฐานะหนึ่งในสามจอมทัพแห่งยุทธจักรนวนิยายจีนร่วมสมัย เคียงบ่าเคียงไหล่กับกิมย้งและโกวเล้ง.2 เราจะสำรวจชีวิตของเขาในฐานะรากฐานแห่งศิลปะ ถอดรหัสโลกมหากาพย์ที่เขาสร้างขึ้น และวิเคราะห์ "พรรณนาโวหาร" อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้อาณาจักรตัวอักษรของเขายืนยงเหนือกาลเวลา




ส่วนที่ 1: จอมเทพอักษราแห่งบูรพาทิศ: ชีวิตและจิตวิญญาณของหวงอี้

1.1 ปฐมบทแห่งศิลปิน: จากภัณฑารักษ์สู่นักประพันธ์

ก่อนที่นาม "หวงอี้" จะกึกก้องไปทั่วยุทธจักรวรรณกรรม เขาคือ หวง จู่เฉียง (Wong Cho-keung) บุรุษชาวฮ่องกงผู้ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2495.1 ชีวิตของเขาเริ่มต้นในเส้นทางสายศิลปะ เขาสำเร็จการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ จากมหาวิทยาลัยจีนฮ่องกง (Chinese University of Hong Kong) ในปี ค.ศ. 1977.5 หลังจากนั้น เขาได้เข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮ่องกง (Hong Kong Museum of Art) เป็นเวลาร่วมทศวรรษ.1

ภูมิหลังในฐานะภัณฑารักษ์นี้เองที่เป็นเบ้าหลอมสำคัญซึ่งหล่อหลอมกระบวนทัศน์ในการสร้างสรรค์งานเขียนของเขาในเวลาต่อมา บทบาทของภัณฑารักษ์คือการคัดเลือก จัดเรียง และตีความบริบทของวัตถุโบราณเพื่อบอกเล่าเรื่องราว นี่คือวิธีการที่หวงอี้นำมาใช้กับงานเขียนของเขาอย่างแม่นยำ เขาปฏิบัติต่อบุคคลในประวัติศาสตร์ (เช่น หลี่ปู้เหว่ย, ซุนวู) และเหตุการณ์สำคัญประหนึ่ง "วัตถุจัดแสดง" และใช้ช่องว่างหรือปริศนาทางประวัติศาสตร์ (เช่น ชาติกำเนิดที่แท้จริงของจิ๋นซีฮ่องเต้) เป็น "พื้นที่ว่าง" ในนิทรรศการที่รอการเติมเต็มด้วยจินตนาการ.6 นวนิยายของเขาจึงเปรียบเสมือนนิทรรศการประวัติศาสตร์จีนที่ผ่านการคัดสรรและจัดวางอย่างพิถีพิถัน ที่ซึ่งเขาใช้จินตนาการอันบรรเจิดเชื่อมร้อยข้อเท็จจริงเพื่อสร้างบริบทและเรื่องเล่าใหม่ที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือ.3 การทำงานในพิพิธภัณฑ์จึงไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่เป็นสนามฝึกฝนที่บ่มเพาะทักษะการเป็นนักเล่าเรื่องผู้ยิ่งใหญ่ของเขา

นอกเหนือจากงานประจำ หวงอี้ยังเป็นผู้หลงใหลในศาสตร์แขนงต่างๆ อย่างลึกซึ้ง เขาสนใจในศิลปะและประวัติศาสตร์จีน ดาราศาสตร์ เป็นนักดนตรีผู้เล่นทั้งเปียโนและกู่ฉิน (Guqin) และที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาคัมภีร์อี้จิง (I Ching) ตำราปรัชญาและโหราศาสตร์โบราณของจีนอย่างแตกฉาน.1 ความหลงใหลนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในการเลือกนามปากกาของเขา โดยนำคำว่า "อี้" จากคัมภีร์อี้จิงมาใช้ กลายเป็นชื่อ "หวงอี้" ที่จะประทับอยู่ในใจนักอ่านไปตลอดกาล.5 ชีวิตในห้วงเวลานี้ได้วางรากฐานทางปรัชญาที่มั่นคงให้กับผลงานทั้งหมดของเขาในอนาคต ก่อนที่เขาจะจากไปอย่างสงบด้วยโรคหลอดเลือดสมองในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560 สิริอายุ 65 ปี.5

1.2 การเดิมพันแห่งชีวิต: สละตำแหน่งสู่ยุทธจักรน้ำหมึก

ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ขณะที่หวงอี้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานฮ่องกงอาร์ต ดีเวลล็อปเมนต์ เคาน์ซิล ซึ่งเป็นอาชีพการงานที่มั่นคงและมีรายได้สูง ชีวิตของเขามาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ.3 วันหนึ่งในปี พ.ศ. 2529 เขาได้อ่านประกาศในนิตยสาร "บู๊เฮียบสี่ก่าย" (โลกแห่งยุทธจักร) ที่เปิดรับต้นฉบับจากนักเขียนหน้าใหม่.3 ด้วยแรงผลักดันบางอย่าง เขาจึงทดลองเขียนนวนิยายกำลังภายในขนาดสั้นเรื่องหนึ่งส่งไป แต่แล้วเวลาผ่านไปเกือบแปดเดือนโดยไร้วี่แววตอบกลับ.7

ทว่าในที่สุด จดหมายตอบรับก็มาถึง การติดต่อกลับจากนิตยสารฉบับนั้นได้จุดประกายไฟในใจของเขาให้ลุกโชนขึ้น กลายเป็นจุดตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต หวงอี้ตัดสินใจสละตำแหน่งหน้าที่การงานอันทรงเกียรติและมั่นคง เพื่อกระโจนเข้าสู่โลกแห่งยุทธจักรน้ำหมึกอย่างเต็มตัว.3 การตัดสินใจครั้งนี้เปรียบได้กับการก้าวกระโดดด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า สะท้อนภาพความกล้าหาญและความทะเยอทะยานอันเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับที่เหล่าตัวเอกในนวนิยายของเขาจะได้แสดงออกมาในภายภาคหน้า

ในช่วงแรกของการเป็นนักเขียนอาชีพ หวงอี้ได้ทดลองสร้างสรรค์ผลงานในหลากหลายแนวทาง ผลงานยุคแรกๆ ของเขาค่อนข้างหวือหวาและโดดเด่นด้วยฉากอีโรติกอันโจ่งแจ้ง.4 แต่ด้วยการทดลองและค้นหาอย่างไม่หยุดยั้ง ในที่สุดเขาก็ค้นพบแนวทางอันเป็นลายเซ็นเฉพาะตัว นั่นคือการผสานนวนิยายกำลังภายในเข้ากับแนววิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความแปลกใหม่ที่ได้สร้างกระแสความนิยมระลอกใหม่ให้แก่วงการ และเป็นรากฐานของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ตามมา.1


ส่วนที่ 2: จักรวาลแห่งหวงอี้: มหากาพย์ผ่านพงศาวดารและดวงดาว

จักรวาลของหวงอี้กว้างใหญ่และสลับซับซ้อน เพื่อให้เห็นภาพรวมของมหากาพย์ที่เขาได้รังสรรค์ขึ้น ตารางต่อไปนี้จะสรุปลำดับผลงานหลักของเขาที่ได้รับการตีพิมพ์ในประเทศไทย โดยจัดเรียงตามบริบทต่างๆ เพื่อเป็นแผนที่นำทางผู้อ่านเข้าสู่โลกอันน่าอัศจรรย์ของเขา

ตารางที่ 1: ลำดับเวลาและผลงานหลักของหวงอี้

ชื่อไทยชื่อจีน (พินอิน)ปีที่ตีพิมพ์ดั้งเดิมฉากหลังทางประวัติศาสตร์เรื่องย่อแกนกลาง
ขุนศึกสะท้านปฐพี荆楚爭雄記 (Jīng Chǔ Zhēng Xióng Jì)2530ยุคชุนชิว-จ้านกั๋ว (เลียดก๊ก)

ตัวเอกสวมรอยเป็นซุนวู ยอดนักการทหารในประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างตำนานบทใหม่ 8

เทพทลายนภา破碎虛空 (Pò Suì Xū Kōng)2531ไม่ระบุชัดเจน (อิงยุคโบราณ)

การเดินทางของยอดฝีมือผู้ค้นพบวิชาขั้นสูงสุดและบรรลุการ "ทลายนภา" ก้าวข้ามมิติโลก 8

เทพมารสะท้านภพ覆雨翻雲 (Fù Yǔ Fān Yún)2535ราชวงศ์หมิง

การต่อสู้ระหว่างสองสุดยอดฝีมือ ล่างฟานหวิน (ฝ่ายธรรมะ) และผังปาน (ฝ่ายมาร) ที่สั่นสะเทือนยุทธภพ 4

เจาะเวลาหาจิ๋นซี尋秦記 (Xún Qín Jì)2537ปลายยุคจ้านกั๋ว-ต้นราชวงศ์ฉิน

ทหารหน่วยรบพิเศษจากศตวรรษที่ 21 ย้อนเวลากลับไปมีบทบาทในการสถาปนาจิ๋นซีฮ่องเต้ 2

ผู้พิชิตดาราจักร星際浪子 (Xīng Jì Làng Zǐ)2537โลกอนาคตในอวกาศ

เรื่องราวแนววิทยาศาสตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือโนอาห์ในคัมภีร์ไบเบิล 9

มังกรคู่สู้สิบทิศ大唐雙龍傳 (Dà Táng Shuāng Lóng Zhuàn)2539ปลายราชวงศ์สุย-ต้นราชวงศ์ถัง

เด็กกำพร้าสองคน โค่วจงและฉีจื่อหลิง ผงาดขึ้นเป็นยอดฝีมือผู้ชี้ชะตาแผ่นดิน 2

จอมคนแผ่นดินเดือด邊荒傳說 (Biān Huāng Chuán Shuō)2549ปลายราชวงศ์จิ้น (ยุคห้าชนเผ่า)

มหากาพย์การเมืองและการทหารอันซับซ้อนในช่วงกลียุค นำโดยตัวเอก เอี้ยนเฟย และ หลิวอวี้ 2

ศึกรักแดนสนธยา雲夢城之謎 (Yún Mèng Chéng Zhī Mí)2555ไม่ระบุชัดเจน

นวนิยายกำลังภายในที่เน้นกลิ่นอายโรแมนติกและความรัก 7

ไตรภาคเหยี่ยวมาร盛唐三部曲 (Shèng Táng Sān Bù Qǔ)2555-2560ราชวงศ์ถัง (ต่อเนื่องจากมังกรคู่ฯ)

ไตรภาคที่เล่าเรื่องราวในยุคถังอันรุ่งเรือง แต่เขียนไม่จบเนื่องจากผู้เขียนเสียชีวิตก่อน 9

2.1 เจาะเวลาหาจิ๋นซี: โศกนาฏกรรมและชัยชนะ ณ รอยต่อแห่งกาลเวลา

เจาะเวลาหาจิ๋นซี คือผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้หวงอี้โด่งดังไปทั่วเอเชียและเป็นประตูบานแรกที่เปิดให้ผู้อ่านชาวไทยได้รู้จักกับจักรวาลของเขา.2 แก่นของเรื่องคือแนวคิดอันล้ำยุค: เซี่ยงเส้าหลง ทหารหน่วยรบพิเศษจากศตวรรษที่ 21 ถูกส่งตัวย้อนเวลากลับไปยังยุครณรัฐอันโหดร้ายป่าเถื่อน เพื่อปฏิบัติภารกิจลับสุดยอด แต่การทดลองเกิดผิดพลาด ทำให้เขาต้องติดอยู่ในอดีตและดิ้นรนเอาชีวิตรอด.11

ตัวละคร เซี่ยงเส้าหลง ในฉบับนวนิยายนั้นมีความซับซ้อนและมืดหม่นกว่าภาพจำที่หลายคนคุ้นเคยจากละครโทรทัศน์ เขาคือส่วนผสมระหว่างความเฉียบแหลมของเจมส์ บอนด์ กับความอำมหิตของนักฆ่าสายลับ.17 การกระทำของเขามักอยู่ในพื้นที่สีเทา ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความปรารถนาทางโลกีย์ เขาเป็นเพลย์บอยผู้ไขว่คว้าสตรีงามมาครอบครอง และใช้เล่ห์เหลี่ยมกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดในยุคที่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวหมายถึงความพินาศของทั้งตระกูล.17

ณ จุดนี้เองที่ "สำนึกแบบสมัยใหม่" (Modern Sensibility) ของเซี่ยงเส้าหลงได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องราว เขาไม่ได้เป็นเพียงตัวละคร แต่เป็นเลนส์ที่หวงอี้ใช้ส่องสะท้อนและวิพากษ์อดีต ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ยุทธศาสตร์ และจิตวิทยาจากโลกอนาคตทำให้เขาได้เปรียบคนในยุคสมัยนั้นอย่างมหาศาล.14 แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดและค่านิยมสมัยใหม่ก็ทำให้เขาแปลกแยกและโดดเดี่ยว หวงอี้ใช้มุมมองของคนนอกนี้ในการวิพากษ์ความโหดร้ายของยุคสมัย กลเกมการเมืองอันเลือดเย็น และโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกดขี่สตรีเพศ.17 ฉากอีโรติกที่โจ่งแจ้งและเป็นที่ถกเถียงในผลงานของเขา 4 ก็เป็นภาพสะท้อนของประเด็นนี้ มันคือการนำเสนอพลวัตแห่งอำนาจและความปรารถนาอันดิบเถื่อนอย่างไม่ปรุงแต่ง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากขนบของนิยายกำลังภายในดั้งเดิม

ผืนผ้าใบทางประวัติศาสตร์ที่หวงอี้เลือกใช้คือปริศนาอันเป็นที่ถกเถียงกันมายาวนาน: ชาติกำเนิดที่แท้จริงของจิ๋นซีฮ่องเต้.6 เขาไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ แต่เลือกที่จะ "สถิตอยู่ในช่องว่าง" ของมัน โดยใช้จินตนาการสร้างคำอธิบายที่น่าเชื่อถือให้กับปริศนาที่มีอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ "กระบวนทัศน์แบบภัณฑารักษ์" ของเขา หวงอี้ได้หยิบยกทฤษฎีที่ว่าจิ๋นซีฮ่องเต้ (อิ๋งเจิ้ง) อาจเป็นบุตรของพ่อค้านาม หลี่ปู้เหว่ย มาขยายความอย่างมีชั้นเชิง.6 เขาวาดภาพหลี่ปู้เหว่ยในฐานะนักลงทุนผู้มองการณ์ไกลที่วางแผนยกนางบำเรอของตนซึ่งตั้งครรภ์กับเขาอยู่แล้วให้กับเชื้อพระวงศ์รัฐฉิน เพื่อให้สายเลือดของตนได้ขึ้นครองบัลลังก์ในอนาคต.6

ทว่าเส้นเรื่องของเซี่ยงเส้าหลงกลับดำเนินไปในทางโศกนาฏกรรม แม้เขาจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้คนและมีส่วนผลักดันให้อิ๋งเจิ้ง (ตัวปลอมที่เขาสรรหามา) ได้ขึ้นเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่ท้ายที่สุดเขากลับกลายเป็นนักโทษของประวัติศาสตร์ที่ตนเองเข้าไปแทรกแซง เขากลายเป็นหนามยอกอกของจักรพรรดิที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ เป็นความลับที่ต้องถูกกำจัดเพื่อลบอดีตและสร้างความชอบธรรมให้แก่บัลลังก์.19 นี่คือบทสรุปอันขมขื่นที่แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ที่มาจากอนาคตก็มิอาจฝืนกระแสธารแห่งกาลเวลาได้อย่างแท้จริง

2.2 มังกรคู่สู้สิบทิศ: ทวิลักษณ์แห่งวีรบุรุษผู้พลิกแผ่นดิน

หาก เจาะเวลาหาจิ๋นซี คือผลงานแจ้งเกิด มังกรคู่สู้สิบทิศ ก็คือมหากาพย์ (Magnum Opus) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหวงอี้ ทั้งในแง่ความยาว จำนวนตัวละคร และความซับซ้อนของเนื้อหา.2 นวนิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังอันกว้างใหญ่ไพศาลและสับสนอลหม่านของยุคปลายราชวงศ์สุยที่กำลังล่มสลายและราชวงศ์ถังที่กำลังรุ่งโรจน์.13 ท่ามกลางกลียุคนี้ เด็กกำพร้าสองคนจากเมืองหยางโจว โค่วจง และ ฉีจื่อหลิง ได้จับพลัดจับผลูเข้าสู่เส้นทางแห่งยุทธจักรและกลายเป็นผู้ชี้ชะตาแผ่นดิน.2

หัวใจของเรื่องราวอยู่ที่พลวัตของ "มังกรคู่" ซึ่งมิใช่คู่แข่ง แต่เป็นสองภาคส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน:

  • โค่วจง: เขาคือภาพแทนของความทะเยอทะยาน กลยุทธ์ และการไขว่คว้าความสำเร็จทางโลก มีความเฉียบแหลมในเชิงปฏิบัติ กล้าได้กล้าเสีย และมุ่งหวังที่จะสร้างที่ยืนของตนเองในแผ่นดินอันกว้างใหญ่ เป็นตัวแทนของแนวคิดแบบขงจื๊อและเต๋าในภาคของการ "เข้าสู่โลก" (入世) เพื่อบริหารจัดการและสร้างสรรค์.22

  • ฉีจื่อหลิง: เขาคือภาพแทนของการแสวงหาทางจิตวิญญาณ การใคร่ครวญภายใน และการปล่อยวาง มีความเป็นนักปราชญ์ ไม่นิยมการฆ่าฟัน และเส้นทางของเขามุ่งเน้นไปที่การค้นพบสัจธรรมภายในตนเอง เป็นตัวแทนของแนวคิดแบบพุทธและเต๋าในภาคของการ "หลุดพ้นจากโลก" (出世) เพื่อความเข้าใจในแก่นแท้.10

ในจักรวาลของ มังกรคู่สู้สิบทิศ ปรัชญาได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นระบบพลังยุทธ์อย่างสมบูรณ์ "เคล็ดวิชาอมตะ" ที่ทั้งสองได้ฝึกฝน มิใช่เป็นเพียงชุดกระบวนท่า แต่เป็นกรอบแนวคิดทางปรัชญาที่แบ่งออกเป็นพลังเกลียวร้อน (หยาง/โค่วจง) และพลังเกลียวเย็น (หยิน/ฉีจื่อหลิง).13 พัฒนาการทางวรยุทธ์ของพวกเขาจึงผูกพันโดยตรงกับความเข้าใจในเชิงปรัชญา การต่อสู้ในเรื่องนี้จึงมักเป็นบทสนทนาทางความคิด การประลองยุทธ์ระหว่าง "ดาบสวรรค์" ซ่งเซวีย และ "ผู้วิเศษกำจาย" หนิงเต้าฉี คือตัวอย่างชั้นเลิศ ที่ทั้งสองต่างอ้างอิงคัมภีร์และหลักปรัชญาในระหว่างการต่อสู้ เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นการโต้วาทีเชิงอภิปรัชญา.24 สิ่งนี้ทำให้ระบบพลังยุทธ์ของหวงอี้มีมิติทางปัญญาที่ลุ่มลึกและเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่ง

นอกจากตัวเอกทั้งสองแล้ว โลกของ มังกรคู่ฯ ยังเต็มไปด้วยตัวละครและขุมกำลังที่เปี่ยมสีสัน ตั้งแต่เจ้าฉินอ๋อง หลี่ซื่อหมิน ผู้สูงศักดิ์และเปี่ยมด้วยบารมี ไปจนถึงยอดฝีมือจากต่างแดนอย่าง "เทพอาถรรพ์" ปี้เสียน.25 ตัวละครแต่ละตัวล้วนเป็นตัวแทนของปรัชญาหรือหนทางสู่การบรรลุอำนาจที่แตกต่างกัน ถักทอขึ้นเป็นพรมผืนใหญ่แห่งประวัติศาสตร์และจินตนาการที่งดงามและซับซ้อน

2.3 เงามารและแสงธรรม: เทพมารสะท้านภพ และ จอมคนแผ่นดินเดือด

ผลงานในยุคถัดมาอย่าง เทพมารสะท้านภพ และ จอมคนแผ่นดินเดือด แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของหวงอี้ในการสำรวจประเด็นทางศีลธรรมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เขาพาผู้อ่านดำดิ่งสู่โลกที่เส้นแบ่งระหว่างความดีและความชั่วพร่าเลือน ตัวเอกอย่าง หานป๋อ (เทพมารฯ) และ เอี้ยนเฟย (จอมคนฯ) ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในโลกสีเทา ที่ซึ่งพรรคมารอาจมีเป้าหมายอันสูงส่ง และฝ่ายธรรมะอาจนำไปสู่การปกครองแบบเผด็จการ.10

ผลงานเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึง "วงจรชีวิตของนักประพันธ์" ที่แม้จะเปี่ยมด้วยนวัตกรรม แต่ก็เริ่มปรากฏร่องรอยของการสร้างผลงานซ้ำจากสูตรสำเร็จเดิม เทพมารสะท้านภพ คือเวทีแสดงอัจฉริยภาพในการสร้างตัวละครระดับเทวะอย่าง ล่างฟานหวิน และ ผังปาน ที่พลังฝีมือแทบจะไร้ผู้ต่อต้าน.10 ในขณะที่

จอมคนแผ่นดินเดือด ได้รับการยกย่องอย่างสูงในด้านความยิ่งใหญ่ของฉากหลังทางประวัติศาสตร์และความซับซ้อนทางการเมืองการทหาร.7 อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานเหล่านี้จะยิ่งใหญ่ แต่ก็เริ่มเผยให้เห็นรูปแบบของตัวละครและโครงเรื่องที่คล้ายคลึงกับผลงานที่ประสบความสำเร็จก่อนหน้า ความสำเร็จของสูตรสำเร็จที่เขาค้นพบ ได้สร้างทั้งความคาดหวังและกลายเป็นกรอบที่จำกัดตัวเขาเองในผลงานยุคหลัง

2.4 ปฐมบทและปัจฉิมบท: เทพทลายนภา และ ไตรภาคเหยี่ยวมาร

เทพทลายนภา แม้จะเป็นผลงานขนาดสั้น แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะศิลาฤกษ์ทางปรัชญาของจักรวาลหวงอี้ทั้งหมด.8 นวนิยายเรื่องนี้ได้สถาปนาเป้าหมายสูงสุดของยอดฝีมือที่ทรงพลังที่สุดในโลกของเขา นั่นคือการ "ทลายนภา" (破碎虛空) ซึ่งหมายถึงการบรรลุถึงสภาวะที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกมนุษย์ไปสู่การหลุดพ้นทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ.9 แนวคิดนี้คือคุณูปการอันเป็นเอกลักษณ์ที่หวงอี้มอบให้กับแนวคิดเรื่องพลังขั้นสูงสุดในโลกของนิยายกำลังภายใน

ในทางกลับกัน ผลงานสุดท้ายของเขาคือไตรภาค เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ ซึ่งเป็นมหากาพย์อันทะเยอทะยานที่เขาเขียนไม่จบ.9 ผลงานชุดนี้มักถูกวิจารณ์จากนักอ่านว่ามีความยาวเยิ่นเย้อ โครงเรื่องซ้ำซาก และขาดความสมเหตุสมผล รวมถึงตัวละครที่ขาดมิติความลึกซึ้งเมื่อเทียบกับผลงานชิ้นเอกในอดีต.9 การที่เขาจากไปก่อนที่จะเขียนบทสุดท้ายของไตรภาคนี้จบลง กลายเป็นภาพสะท้อนอันน่าเศร้าของชีวิตเขาเอง—เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่จบลงกลางคัน เป็นอนุสรณ์แห่งความทะเยอทะยานที่ไม่เคยดับสิ้น แม้ในยามที่พลังแห่งการสร้างสรรค์ของเขาจะเป็นที่ถกเถียงก็ตาม.9

ตารางที่ 2: การวิเคราะห์เปรียบเทียบตัวละครเอก

ตัวละครเอกนวนิยายบุคลิกแกนกลางเป้าหมายหลักแนวคิดเชิงปรัชญาเส้นเรื่อง/พัฒนาการสำคัญ
เซี่ยงเส้าหลงเจาะเวลาหาจิ๋นซี

นักกลยุทธ์เจ้าเล่ห์, เอาตัวรอด, อยู่ในโลกสีเทา 17

เอาชีวิตรอดและสร้างฐานอำนาจในอดีต, ปกป้องคนรัก 11

ปฏิบัตินิยม (Pragmatism)

จากทหารผู้ปฏิบัติภารกิจสู่ผู้กุมชะตาประวัติศาสตร์ และสุดท้ายกลายเป็นนักโทษของกาลเวลา 19

โค่วจงมังกรคู่สู้สิบทิศ

ทะเยอทะยาน, กล้าหาญ, นักวางแผน, เน้นการกระทำ 23

ชิงแผ่นดิน, สร้างรากฐานอำนาจให้กองทัพเส้า帥 13

เต๋า/ขงจื๊อ (ภาคปฏิบัติ, การเข้าสู่โลก)

จากเด็กกำพร้าสู่ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ เรียนรู้การเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อส่วนรวม 25

ฉีจื่อหลิงมังกรคู่สู้สิบทิศ

นักปราชญ์, สุขุม, จิตใจดี, เน้นการใคร่ครวญ 10

แสวงหาสัจธรรมแห่งยุทธ, ค้นหาความหมายของชีวิต 28

พุทธ/เต๋า (ภาคทฤษฎี, การหลุดพ้นจากโลก)

จากเด็กกำพร้าสู่ยอดฝีมือผู้บรรลุสภาวะจิตขั้นสูง เรียนรู้การปล่อยวางและเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง 10

หานป๋อเทพมารสะท้านภพ

จิตใจดีแต่ถูกผลักดันสู่หนทางมาร, หมกมุ่น 3

แก้แค้นและเอาตัวรอดท่ามกลางความขัดแย้งของฝ่ายธรรมะและอธรรมมนุษยนิยม (Humanism) ที่สับสน

การดิ้นรนเพื่อรักษาสภาพจิตใจที่ดีงาม ท่ามกลางพลังมารที่กัดกินจากภายใน 10

เอี้ยนเฟยจอมคนแผ่นดินเดือด

ผู้นำโดยธรรมชาติ, เปี่ยมด้วยบารมี, แสวงหาการหลุดพ้น 14

บรรลุวิถีแห่งเซียน, ปกป้องบ้านเมืองจากกลียุคเต๋า (การบรรลุเป็นเซียน)

การเดินทางจากยอดฝีมือสู่เซียนอมตะ ผู้ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ 10

หลงอิงไตรภาคเหยี่ยวมาร

เย็นชา, เด็ดเดี่ยว, จิตสังหารรุนแรงแต่แฝงด้วยธรรมะ 10

แสวงหาคู่ต่อสู้ที่คู่ควร, ค้นหาตัวตนที่แท้จริงพุทธ-มาร (การใช้มารเพื่อบรรลุธรรม)

การควบคุมจิตสังหารของตนเองและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังในการบรรลุสัจธรรมขั้นสูงสุด 10


ส่วนที่ 3: สุนทรียศาสตร์แห่งหวงอี้: การถักทอพรรณนาโวหาร

เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ในงานของหวงอี้ไม่ได้อยู่แค่โครงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แต่หยั่งรากลึกอยู่ใน "พรรณนาโวหาร" หรือสุนทรียศาสตร์ในการเล่าเรื่องที่เขาบรรจงถักทอขึ้นอย่างมีชั้นเชิง

3.1 การบรรยายฉาก: จากสมรภูมิเลือดสู่ห้องหอ

หวงอี้คือปรมาจารย์แห่งการบรรยายฉาก เขาสามารถใช้ตัวอักษรวาดภาพสมรภูมิรบอันกว้างใหญ่ไพศาลและสับสนอลหม่านให้ปรากฏขึ้นในใจของผู้อ่านได้อย่างชัดเจน ฉากสงครามของเขามีทั้งความยิ่งใหญ่ในระดับมหภาคและความสมจริงในระดับจุลภาค ทำให้ผู้อ่านรู้สึกราวกับได้ยืนอยู่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและคมอาวุธ.3 ในขณะเดียวกัน เขาก็สามารถสร้างบรรยากาศอันเงียบเชียบแต่ตึงเครียดของราชสำนัก ที่ซึ่งสงครามจิตวิทยาและการเชือดเฉือนด้วยวาจาสามารถตัดสินความเป็นความตายได้เฉียบคมยิ่งกว่าดาบ

องค์ประกอบที่สำคัญและมักเป็นที่ถกเถียงในงานของเขาคือ "ฉากรักอีโรติก".4 การวิเคราะห์อย่างเจาะลึกจะพบว่าฉากเหล่านี้มิได้มีไว้เพื่อกระตุ้นอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือที่หวงอี้ใช้สำรวจธรรมชาติอันดิบเถื่อนและสัญชาตญาณเบื้องลึกของตัวละคร เขาใช้มันเพื่อสะท้อนพลวัตแห่งอำนาจ และนำเสนอแนวคิดเรื่อง "ราคะ" ในฐานะแรงขับเคลื่อนพื้นฐานของปุถุชนคนธรรมดา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "ความเป็นมนุษย์" ที่เขาต้องการถ่ายทอด.8

3.2 ปรัชญาในเชิงยุทธ์: เต๋า พุทธ และวิถีแห่งจอมคน

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น จุดเด่นที่สุดประการหนึ่งในงานของหวงอี้คือการผสานปรัชญาเข้ากับระบบพลังยุทธ์อย่างแนบแน่น.10 การบรรลุเป็นยอดฝีมือในจักรวาลของเขามิใช่เป็นเพียงการฝึกฝนร่างกาย แต่คือการบำเพ็ญเพียรทางจิตวิญญาณ เขาได้นำแนวคิดจากปรัชญาตะวันออกที่สำคัญมาสร้างเป็นแก่นของวิทยายุทธ์ต่างๆ เช่น:

  • ปรัชญาเต๋า: แนวคิดเรื่อง "อู๋เหวย" (การกระทำโดยไม่กระทำ) ความอ่อนหยุ่นที่สยบความแข็งกร้าว และความว่างเปล่า ถูกนำมาใช้เป็นหลักการพื้นฐานในการต่อสู้ ตัวละครอย่างฉีจื่อหลิงมักใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ซึ่งสะท้อนหลักการของเต๋าอย่างชัดเจน.29

  • ปรัชญาพุทธ: แนวคิดเรื่องความว่าง (ศูนยตา) กรรม และการรู้แจ้ง ถูกนำมาใช้ในวิชาขั้นสูง เช่น "เคล็ดกระบี่ใจกระจ่างแจ้ง" ของซือเฟยเซวียนใน มังกรคู่ฯ ซึ่งต้องอาศัยจิตใจที่ปลอดโปร่งจากกิเลสและความยึดมั่นถือมั่นจึงจะบรรลุถึงแก่นแท้ได้.31

  • คัมภีร์อี้จิง: หลักการเรื่องหยิน-หยางและการเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนของสรรพสิ่ง คือหัวใจของ "เคล็ดวิชาอมตะ" ที่แบ่งออกเป็นพลังร้อนและเย็น ซึ่งต้องประสานกันจึงจะเกิดอานุภาพสูงสุด.1

ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้ในนวนิยายของหวงอี้จึงมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าการประลองกระบวนท่า มันคือการปะทะกันของโลกทัศน์และอุดมการณ์ ทำให้ทุกการต่อสู้มีความหมายเชิงปรัชญาซ่อนอยู่เสมอ

3.3 วิทยาศาสตร์ในจินตนาการ: การทลายกรอบของนิยายกำลังภายใน

นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหวงอี้คือการนำนิยายวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับกำลังภายในอย่างกล้าหาญและสร้างสรรค์.1 เขาไม่ได้ใช้ไซไฟเป็นเพียงลูกเล่นผิวเผิน แต่ใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจแก่นเรื่องที่ลึกซึ้ง:

  • ใน เจาะเวลาหาจิ๋นซี การเดินทางข้ามเวลาคือกลไกที่ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับชะตากรรม, เจตจำนงเสรี และผลกระทบของเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว (Butterfly Effect).

  • ใน ผู้พิชิตดาราจักร เขาได้ย้ายแนวคิดของยุทธจักรและกำลังภายในไปสู่ฉากหลังของอวกาศอันไกลโพ้น เพื่อสำรวจว่า "วิทยายุทธ์" จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรในโลกอนาคตที่เทคโนโลยีก้าวล้ำ.9

การผสมผสานสองแนวทางที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้ คือการทลายกรอบที่สำคัญที่สุดของวงการนิยายกำลังภายใน มันได้ชุบชีวิตแนววรรณกรรมที่กำลังซบเซาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และดึงดูดนักอ่านรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสนใจนิยายกำลังภายในมาก่อนให้หันมาติดตามผลงานของเขาอย่างล้นหลาม.1


ส่วนที่ 4: มรดกจอมคน: อิทธิพลของหวงอี้ต่อยุทธจักรวรรณกรรมและวัฒนธรรมร่วมสมัย

4.1 ผู้ปลุกกระแส: การฟื้นฟูยุทธจักรวรรณกรรม

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 วงการนิยายกำลังภายในต้องเผชิญกับภาวะ "สุญญากาศ" ครั้งใหญ่ หลังจากการจากไปของโกวเล้ง และการประกาศวางพู่กันของกิมย้ง.3 ท่ามกลางความซบเซานี้เอง หวงอี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปลุกกระแสและฟื้นฟูยุทธจักรวรรณกรรมให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เขาได้รับการขนานนามว่าเป็น "จอมเทพอักษราแห่งบูรพาทิศ" ผู้สร้างมิติใหม่ให้กับนวนิยายกำลังภายในแห่งศตวรรษที่ 21.4

ปรากฏการณ์ "หวงอี้ฟีเวอร์" ได้แพร่กระจายไปทั่วเอเชีย ทั้งในฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลี.3 สำหรับประเทศไทย การเข้ามาของหวงอี้ต้องยกความดีความชอบให้กับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ผู้บริหารระดับสูงของซีพี ออลล์ ซึ่งเป็นคอนิยายจีนตัวยงและได้ติดตามผลงานของหวงอี้มาโดยตลอด เขาได้แนะนำให้สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ซื้อลิขสิทธิ์เรื่อง

เจาะเวลาหาจิ๋นซี มาแปลโดย น.นพรัตน์.3 แม้จะมีราคาสูงกว่านวนิยายในตลาดขณะนั้น

เจาะเวลาหาจิ๋นซี กลับสร้างปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลาย และสร้างฐานแฟนคลับกลุ่มใหม่ที่เหนียวแน่นขึ้นมาในประเทศไทยได้สำเร็จ.3

4.2 จากหน้ากระดาษสู่จอแก้วและจอเกม: มรดกข้ามสื่อ

อิทธิพลของหวงอี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกของตัวอักษร แต่ยังแผ่ขยายไปสู่สื่อร่วมสมัยแขนงอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ผลงานของเขาหลายเรื่องถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงโดยบริษัท TVB ฮ่องกง เช่น A Step Into The Past (เจาะเวลาหาจิ๋นซี, 2001) และ Twin of Brothers (มังกรคู่สู้สิบทิศ, 2004).1 ละครเหล่านี้ได้นำพาเรื่องราวของเขาไปสู่ผู้ชมในวงกว้าง และสร้างภาพจำอันแข็งแกร่งให้กับตัวละครของเขา

นอกจากนี้ จักรวาลของหวงอี้ยังถูกนำไปสร้างเป็นวิดีโอเกมที่ได้รับความนิยม เช่น "หวงอี้ออนไลน์" ในอดีต และล่าสุดคือเกมมือถือ "หวงอี้ โมบาย" ซึ่งเป็นการรวมเรื่องราวและตัวละครจาก 4 นวนิยายเอกของเขา ได้แก่ เจาะเวลาหาจิ๋นซี, มังกรคู่สู้สิบทิศ, เทพมารสะท้านภพ, และ เทพทลายนภา เข้าไว้ด้วยกัน.33 การขยายตัวสู่สื่อต่างๆ เหล่านี้คือเครื่องยืนยันถึงพลังทางวัฒนธรรมและศักยภาพในเชิงพาณิชย์ของโลกที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งยังคงแข็งแกร่งและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน


บทสรุป: เหนือกาลเวลา

บทสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับคุณูปการของหวงอี้คือ เขาเป็นมากกว่านักเล่าเรื่อง เขาคือสถาปนิกผู้สร้างจักรวาล คือผู้กล้าที่จะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างยุครณรัฐอันนองเลือดในอดีตกับอารยธรรมแห่งดวงดาวในอนาคต ระหว่างคมดาบอันแหลมคมกับความลุ่มลึกของปรัชญาอันเป็นนามธรรม

มรดกที่แท้จริงของเขาหยั่งรากอยู่ในการสังเคราะห์สิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวนี้เอง ด้วยการปฏิเสธที่จะถูกผูกมัดด้วยขนบของแนวทางใดแนวทางหนึ่ง เขาได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาโดยสิ้นเชิง ตัวละครของเขาอาจถูกจองจำด้วยประวัติศาสตร์ หรืออาจ "ทลายนภา" ไปสู่การหลุดพ้น แต่เรื่องราวของเขาเองนั้นได้บรรลุถึงความเป็นอมตะในรูปแบบหนึ่ง ยืนยงเหนือกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา และยังคงสร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้แก่นักอ่านจากรุ่นสู่รุ่นต่อไปอย่างไม่เสื่อมคลาย

Comments

Popular posts from this blog

install kodi + addons primewire & robinhood

How to flashing the firmware MK808 miniPC

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก ทรัพย์สิน และอาชีพการงาน: แผนที่นำทางเชิงกลยุทธ์สำหรับทศวรรษหน้า