Aquavoltaics: การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ว่าด้วยพลวัตเสริมฤทธิ์ระหว่างพลังงานและการประมงสำหรับประเทศไทย
Aquavoltaics: การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ว่าด้วยพลวัตเสริมฤทธิ์ระหว่างพลังงานและการประมงสำหรับประเทศไทย
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
ในยุคที่ความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น นวัตกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจึงกลายเป็นวาระสำคัญระดับชาติและระดับโลก "อะควาโวลตาอิกส์" (Aquavoltaics หรือ Aqua-PV) ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี "เกษตรกรรมเชิงบูรณาการกับการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์" (Agrivoltaics) เข้ากับภาคการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้กลายเป็นแนวทางที่เปี่ยมด้วยศักยภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากล
หัวใจสำคัญของอะควาโวลตาอิกส์คือการสร้าง "พลวัตเสริมฤทธิ์" (Synergy) ระหว่างการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนพื้นที่ผิวน้ำเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้ยังคงมีความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนการลงทุนเริ่มต้น (Capital Expenditure) ที่สูงกว่าระบบโซลาร์เซลล์ภาคพื้นดินอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานฉบับนี้จะชี้ให้เห็นว่า อะควาโวลตาอิกส์มิใช่เป็นเพียงการนำสองกิจกรรมมาวางไว้ด้วยกัน แต่คือการออกแบบ "ระบบนิเวศเชิงวิศวกรรม" ที่ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์ไม่เพียงแต่ผลิตไฟฟ้า แต่ยังทำหน้าที่ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเลี้ยงให้ดีขึ้น เช่น ลดการระเหยของน้ำ ควบคุมอุณหภูมิน้ำ และยับยั้งการเจริญเติบโตของสาหร่ายที่ไม่พึงประสงค์ ขณะเดียวกัน แหล่งน้ำก็ช่วยระบายความร้อนให้แผงโซลาร์เซลล์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้เช่นกัน การทำความเข้าใจในความเชื่อมโยงอันซับซ้อนนี้ คือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของอะควาโวลตาอิกส์ และผลักดันให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความมั่นคงทางอาหาร ความเป็นอิสระทางพลังงาน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
ส่วนที่ 1: กระบวนทัศน์อะควาโวลตาอิกส์: หลักการและเทคโนโลยี
เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนและครอบคลุมเกี่ยวกับอะควาโวลตาอิกส์ ส่วนนี้จะทำการนิยามขอบเขตของเทคโนโลยีให้แม่นยำ โดยแยกแยะออกจากแนวคิดที่เกี่ยวข้อง และลงลึกในรายละเอียดขององค์ประกอบหลักทางวิศวกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการออกแบบและประยุกต์ใช้ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
1.1 การนิยามขอบเขต: จากเกษตรโวลตาอิกส์สู่อะควาโวลตาอิกส์
การทำความเข้าใจลำดับชั้นของแนวคิดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการสื่อสารและการกำหนดนโยบายที่ถูกต้อง เทคโนโลยีนี้มีพัฒนาการมาจากแนวคิดที่กว้างกว่าและถูกนำมาประยุกต์ใช้ให้จำเพาะเจาะจงมากขึ้น
เกษตรโวลตาอิกส์ (Agrivoltaics หรือ Agri-PV): เป็นแนวคิดพื้นฐานที่หมายถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินผืนเดียวกันเพื่อวัตถุประสงค์สองประการ คือ การทำเกษตรกรรมและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
8 กิจกรรมทางการเกษตรที่สามารถบูรณาการได้นั้นมีความหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกพืชไร่ การทำปศุสัตว์ การเพาะปลูกในโรงเรือน ไปจนถึงการปลูกพืชป่าเพื่อสนับสนุนแมลงผสมเกสร8 ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ คำว่า Agrivoltaics จะหมายถึงเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานสองวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ มักมีลักษณะเป็นโครงสร้างยกสูงที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้เหนือพื้นดินประมาณ 5 เมตร เพื่อให้เครื่องจักรกลการเกษตรสามารถเข้าทำงานได้ตามปกติ8 อะควาโวลตาอิกส์ (Aquavoltaics หรือ Aqua-PV): คือการประยุกต์ใช้แนวคิดเกษตรโวลตาอิกส์ในบริบทที่จำเพาะเจาะจงยิ่งขึ้น นั่นคือ "การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ" (Aquaculture) โดยเป็นการผสมผสานการผลิตไฟฟ้าเข้ากับการเพาะเลี้ยงสิ่งมีชีวิตในน้ำบนพื้นที่เดียวกัน
1 โมเดลนี้มักถูกอธิบายอย่างง่ายว่า "ข้างบนผลิตไฟฟ้า ข้างล่างเลี้ยงปลา" (power generation on the top, fish farming underneath)4 ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างเหนือผิวน้ำอย่างเต็มศักยภาพโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar หรือ FPV): เป็นเทคโนโลยีหลักที่ทำให้อะควาโวลตาอิกส์สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในแหล่งน้ำเปิด FPV คือการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนโครงสร้างทุ่นลอยน้ำที่สามารถวางบนผิวน้ำได้ เช่น บ่อเลี้ยงปลา อ่างเก็บน้ำ หรือทะเลสาบ
3 สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ไม่ใช่ทุกโครงการ FPV จะเป็นอะควาโวลตาอิกส์ ตัวอย่างเช่น การติดตั้ง FPV บนอ่างเก็บน้ำเพื่อการประปาอาจมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อผลิตไฟฟ้าและลดการระเหยของน้ำเท่านั้น แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ3 ดังนั้น อะควาโวลตาอิกส์จึงเป็นส่วนย่อยของ FPV ที่มุ่งเน้นการใช้งานร่วมกับการประมงโดยเฉพาะพลวัตเสริมฤทธิ์ (Synergistic Co-location): หลักการที่เป็นหัวใจของแนวคิดทั้งหมดนี้คือการเพิ่มอรรถประโยชน์ของที่ดินและแหล่งน้ำให้สูงสุด (Maximizing Land/Water Utility) เพื่อผลิตทั้งอาหารและพลังงานไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นการท้าทายกระบวนทัศน์การใช้ที่ดินเชิงเดี่ยวแบบดั้งเดิม
9 แนวทางนี้สร้าง "ความเชื่อมโยงรูปแบบใหม่ระหว่างพลังงานและอาหาร" (a novel link between energy and food)1 ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันที่มากกว่าผลรวมของแต่ละกิจกรรมเมื่อทำแยกกัน
การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันชี้ให้เห็นว่าอะควาโวลตาอิกส์ไม่ใช่แค่การนำโซลาร์ฟาร์มมาวางบนบ่อปลา แต่เป็น "การออกแบบเชิงบูรณาการ" ที่ระบบโซลาร์เซลล์และระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้องได้รับการออกแบบมาเพื่อเกื้อหนุนซึ่งกันและกันโดยเจตนา
1.2 เทคโนโลยีหลักและสถาปัตยกรรมของระบบ
ความสำเร็จของโครงการอะควาโวลตาอิกส์ขึ้นอยู่กับความทนทานและประสิทธิภาพขององค์ประกอบทางวิศวกรรม ซึ่งต้องได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางน้ำที่มีความท้าทายเฉพาะตัว
แผงโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic - PV Modules):
ประเภทของแผง: มีให้เลือกหลายชนิด โดยแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ทั้งในด้านประสิทธิภาพและราคา แผงชนิดโมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline) มีประสิทธิภาพสูงสุด (16-21%) และอายุการใช้งานยาวนาน แต่มีราคาสูง แผงชนิดโพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline) มีประสิทธิภาพรองลงมา (15-18%) แต่ราคาเข้าถึงง่ายกว่า ในขณะที่แผงชนิดอะมอร์ฟัส (Amorphous) มีราคาถูกที่สุดแต่ประสิทธิภาพต่ำ (7-13%)
14 สำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงอย่างอะควาโวลตาอิกส์ การพิจารณาใช้แผงแบบ Glass-Glass ซึ่งมีความทนทานสูงอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อยืดอายุการใช้งาน15 แผงสองหน้า (Bifacial Modules): เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับอะควาโวลตาอิกส์ เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้จากทั้งสองด้านของแผง โดยด้านล่างสามารถรับแสงที่สะท้อนขึ้นมาจากผิวน้ำได้ ทำให้มีโอกาสผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าแผงหน้าเดียวอย่างมีนัยสำคัญ
8
โครงสร้างทุ่นลอยน้ำ (Pontoons):
วัสดุ: วัสดุหลักที่นิยมใช้คือพลาสติกชนิดความหนาแน่นสูง (High-Density Polyethylene - HDPE) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นคือสามารถลอยน้ำได้ดี มีความทนทานสูงต่อรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และการกัดกร่อนจากสภาพแวดล้อม
12 การออกแบบ: การออกแบบทุ่นลอยน้ำเป็นหัวใจสำคัญทางวิศวกรรม ต้องมีความแข็งแรงและเสถียรภาพเพียงพอที่จะทนทานต่อแรงกระทำจากลมและคลื่นในแหล่งน้ำได้
3 นอกจากนี้ การออกแบบที่ดีควรเอื้อให้สามารถเข้าบำรุงรักษาได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อน เช่น อุปกรณ์ดำน้ำ17
ระบบสมอและสายยึดโยง (Anchoring and Mooring Systems):
หน้าที่: เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของทั้งระบบ ทำหน้าที่ยึดโครงสร้างทุ่นลอยน้ำให้อยู่ในตำแหน่งที่กำหนด และต้านทานแรงด้านข้างที่เกิดจากลมและคลื่น
3 ความซับซ้อน: ความซับซ้อนในการออกแบบและติดตั้งระบบยึดโยงนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนของระบบโซลาร์ลอยน้ำสูงกว่าระบบที่ติดตั้งบนภาคพื้นดิน
5
ระบบไฟฟ้าสำหรับสภาพแวดล้อมทางน้ำ:
อินเวอร์เตอร์และสายเคเบิล: อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดต้องได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงและเปียกชื้น การเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่นในระดับสูง (Ingress Protection - IP) เช่น IP65 หรือสูงกว่า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
18 ระบบความปลอดภัย: ระบบต้องมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าช็อตและไฟฟ้าลัดวงจรในสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำ ซึ่งรวมถึงระบบตรวจสอบการทำงานผิดปกติในระดับแผง (Panel-level monitoring) ที่สามารถแจ้งเตือนและระบุตำแหน่งของปัญหาได้จากระยะไกล
18 อุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพ (Power Optimizers): เทคโนโลยีอย่าง Module Level Power Electronics (MLPE) ช่วยให้แผงแต่ละแผงสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเองโดยไม่ขึ้นกับแผงอื่นในสายเดียวกัน ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในระบบ FPV ที่อาจเกิดการบดบังแสงที่ไม่สม่ำเสมอจากมูลนกหรือเงาที่เคลื่อนที่ ทำให้ระบบโดยรวมยังคงผลิตไฟฟ้าได้ดี
18
จากองค์ประกอบเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าความท้าทายทางวิศวกรรมของอะควาโวลตาอิกส์ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ซึ่งพัฒนาไปมากแล้ว แต่อยู่ที่ "วิศวกรรมโครงสร้างและสิ่งแวดล้อม" เป็นหลัก
1.3 รูปแบบของระบบอะควาโวลตาอิกส์
ระบบอะควาโวลตาอิกส์สามารถออกแบบได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของแหล่งน้ำ ชนิดของสัตว์น้ำที่เลี้ยง และงบประมาณในการลงทุน
ระบบยกสูงเหนือผิวน้ำ (Overhead/Elevated Systems): แผงโซลาร์เซลล์จะถูกติดตั้งบนโครงสร้างที่ยกสูงขึ้นจากผิวน้ำ (เช่น สูง 2.5 ถึง 5 เมตร) คล้ายกับระบบเกษตรโวลตาอิกส์บนบก
15 รูปแบบนี้เหมาะสำหรับบ่อหรือกระชังที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก และมีข้อดีคือช่วยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ผิวน้ำเพื่อให้อาหารและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้สะดวก10 ระบบลอยน้ำ (Floating Systems - FPV): เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดสำหรับแหล่งน้ำขนาดใหญ่ โดยแผงโซลาร์เซลล์จะถูกติดตั้งบนทุ่นที่ลอยอยู่บนผิวน้ำโดยตรง
3 โครงการขนาดใหญ่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ใช้รูปแบบนี้20 ซึ่งเหมาะกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ในอ่างเก็บน้ำและบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ระบบไดนามิกและระบบติดตามดวงอาทิตย์ (Dynamic and Tracking Systems): เป็นระบบขั้นสูงที่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งหรือมุมของแผงได้ อาจเป็นการติดตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เพื่อเพิ่มการผลิตไฟฟ้า หรือการปรับเปลี่ยนเพื่อจัดการปริมาณแสงที่ส่องลงไปยังสัตว์น้ำเบื้องล่างให้เหมาะสมที่สุด
15 แม้ระบบนี้จะให้ความยืดหยุ่นในการจัดการสูง แต่ก็มาพร้อมกับความซับซ้อนและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก10
ส่วนที่ 2: ระบบนิเวศแห่งการพึ่งพา: การวิเคราะห์ประโยชน์เชิงปริมาณ
หัวใจของอะควาโวลตาอิกส์คือความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างการผลิตพลังงานและระบบนิเวศการประมง ส่วนนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณจากงานวิจัยต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ร่วมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้
2.1 การยกระดับสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เหนือผิวน้ำไม่เพียงแต่เป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ แต่ยังส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมใต้น้ำโดยตรงในหลายมิติ
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ:
การลดการระเหยของน้ำ: ระบบโซลาร์ลอยน้ำทำหน้าที่เสมือนฝาปิดขนาดใหญ่ ช่วยลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าสามารถลดการระเหยได้มากถึง 70-85% ในอ่างเก็บน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น
3 ประมาณ50% ในแหล่งน้ำอื่นๆ และ 33% ในบ่อธรรมชาติ
10 โครงการในประเทศจีนแห่งหนึ่งระบุว่าสามารถลดการระเหยได้ถึง 80%11 ประโยชน์ข้อนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในพื้นที่แห้งแล้งหรือพื้นที่ที่เผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำเป็นประจำ3
การควบคุมสภาพภูมิอากาศจุลภาค (Microclimate Regulation):
การลดอุณหภูมิน้ำ: ร่มเงาจากแผงโซลาร์เซลล์ช่วยลดปริมาณรังสีดวงอาทิตย์ที่ส่องถึงผิวน้ำโดยตรง ส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำลดลง งานวิจัยในประเทศจีนบันทึกการลดลงของอุณหภูมิน้ำโดยเฉลี่ย 1.5°C
21 ในขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นเกี่ยวกับการเลี้ยงปูพบว่าอุณหภูมิลดลงถึง2°C
23 การลดลงของอุณหภูมินี้ช่วยบรรเทาความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ในสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนหรือช่วงที่อากาศร้อนจัด ซึ่งสามารถส่งผลดีต่ออัตราการเจริญเติบโตและสุขภาพของสัตว์น้ำได้17
การปรับปรุงคุณภาพน้ำ:
การลดการเกิดสาหร่ายสะพรั่ง (Algal Bloom): การจำกัดปริมาณแสงแดดที่ส่องลงน้ำเป็นการควบคุมกระบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายโดยตรง ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของสาหร่ายที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2 ประโยชน์ข้อนี้ช่วยลดความจำเป็นในการใช้สารเคมีเพื่อควบคุมคุณภาพน้ำ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม3 งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าระบบอะควาโวลตาอิกส์สามารถลดปริมาณคลอโรฟิลล์-เอ (Chlorophyll-α) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณสาหร่าย ได้อย่างน่าทึ่งถึง72-94%
21 การเป็นที่หลบภัย: โครงสร้างทุ่นลอยน้ำยังสามารถทำหน้าที่เป็นที่หลบภัยให้กับสัตว์น้ำจากศัตรูทางธรรมชาติ เช่น นกล่าเหยื่อได้อีกด้วย
26
2.2 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน
ในขณะเดียวกันกับที่ระบบโซลาร์เซลล์ช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเลี้ยงปลา แหล่งน้ำเองก็ส่งผลดีกลับไปยังการผลิตไฟฟ้าเช่นกัน
การเพิ่มประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์: แหล่งน้ำที่อยู่เบื้องล่างทำหน้าที่เป็นระบบระบายความร้อนตามธรรมชาติให้กับแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์จะลดลงเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น
29 งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าผลจากการระบายความร้อนนี้สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ10-15% เมื่อเทียบกับระบบโซลาร์เซลล์แบบเดียวกันที่ติดตั้งบนภาคพื้นดิน
10 รายงานชิ้นหนึ่งระบุว่าอาจเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 15%17 ประสิทธิภาพการใช้ที่ดินและลดความขัดแย้ง: อะควาโวลตาอิกส์ช่วยให้สามารถผลิตทั้งอาหารและพลังงานได้บนพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นการเพิ่มผลิตภาพของพื้นที่ (Land/Water Productivity) ขึ้นเป็นสองเท่า
3 แนวทางนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นหรือในพื้นที่ที่มีการแข่งขันเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างภาคเกษตรกรรมและภาคพลังงาน3 โดยเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ผิวน้ำที่โดยปกติแล้วอาจไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ11
2.3 ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม
นอกเหนือจากประโยชน์ทางเทคนิคและสิ่งแวดล้อมแล้ว อะควาโวลตาอิกส์ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ
การสร้างความหลากหลายทางรายได้: เกษตรกรจะไม่ต้องพึ่งพิงแหล่งรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรเพียงแหล่งเดียวอีกต่อไป พวกเขาสามารถมีรายได้จากการขายผลผลิตสัตว์น้ำ และในขณะเดียวกันก็มีรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ หรือประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของตนเอง
2 โดยทั่วไปแล้ว มูลค่าผลผลิตจากโครงการอะควาโวลตาอิกส์ส่วนใหญ่จะมาจากภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้4 การลดต้นทุนการดำเนินงาน: การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะระบบหนาแน่นสูง มักมีการใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณมากสำหรับปั๊มน้ำและเครื่องเติมอากาศ ซึ่งเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สำคัญ
31 การผลิตไฟฟ้าได้เองในพื้นที่ช่วยลดค่าไฟฟ้าเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล33 ตัวอย่างเช่น ฟาร์มเลี้ยงกุ้งในฟลอริดาสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบเติมอากาศได้ถึง 60%36 การสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติ: การส่งเสริมอะควาโวลตาอิกส์สอดคล้องและสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เช่น เป้าหมายของประเทศไทยที่จะมีพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2030
6
คุณค่าที่แท้จริงของอะควาโวลตาอิกส์ไม่ได้อยู่แค่ "การสร้างรายได้สองทาง" แต่เป็นการ "บริหารความเสี่ยงและสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน" การทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เช่น อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น, ภัยแล้ง) และความผันผวนของราคาตลาด อะควาโวลตาอิกส์เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้โดยตรง โดยการลดการระเหยของน้ำ
| พารามิเตอร์ | ผลกระทบเชิงปริมาณ | กลไกหลัก | แหล่งข้อมูลอ้างอิง |
| การลดการระเหยของน้ำ | ลดลง 70–85% (ในอ่างเก็บน้ำ) | การบังแสงแดดและลม | |
| การลดอุณหภูมิน้ำ | ลดลง 1.5–2.0 °C | การให้ร่มเงา | |
| การลดสาหร่ายสะพรั่ง (คลอโรฟิลล์-เอ) | ลดลง 72–94% | การลดการสังเคราะห์แสง | |
| การเพิ่มประสิทธิภาพแผงโซลาร์เซลล์ | เพิ่มขึ้น 10–15% | ผลการระบายความร้อนจากน้ำ |
ส่วนที่ 3: การฝ่าฟันความซับซ้อน: ความท้าทายและกลยุทธ์การรับมือ
เพื่อให้การประเมินเทคโนโลยีนี้มีความสมดุลและน่าเชื่อถือ จำเป็นต้องพิจารณาถึงอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ส่วนนี้จะวิเคราะห์ความท้าทายหลักใน 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ เทคนิค และนิเวศวิทยา พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการจัดการและบรรเทาผลกระทบ
3.1 อุปสรรคเชิงเศรษฐกิจและการเงิน
แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่การลงทุนในอะควาโวลตาอิกส์ก็มาพร้อมกับความท้าทายทางการเงินที่สำคัญ
ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูง (High Capital Expenditures - CAPEX):
ส่วนต่างของต้นทุน: ระบบโซลาร์ลอยน้ำ (FPV) มีต้นทุนการติดตั้งสูงกว่าระบบโซลาร์ภาคพื้นดินอย่างมีนัยสำคัญ งานศึกษาของ National Renewable Energy Laboratory (NREL) ในสหรัฐอเมริกาประเมินว่า FPV มีต้นทุนสูงกว่าอยู่ที่ $0.26 ต่อวัตต์ (DC) หรือคิดเป็น 25%
5 ขณะที่รายงานของธนาคารโลกประเมินส่วนต่างไว้ที่ 18%30 ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากราคาของทุ่นลอยน้ำ ระบบสมอ และสายยึดโยง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีในระบบภาคพื้นดิน5 ข้อจำกัดในการเข้าถึง: ต้นทุนเริ่มต้นที่สูงนี้เป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีเงินทุนจำกัด
1
ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย (LCOE) และระยะเวลาคืนทุน:
การเปรียบเทียบ LCOE: งานศึกษาของ NREL ชี้ว่า LCOE ของ FPV สูงกว่าระบบภาคพื้นดิน โดยหากไม่รวมมาตรการลดหย่อนภาษีการลงทุน (ITC) ของสหรัฐฯ LCOE ของ FPV จะอยู่ที่ $56.6 ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) เทียบกับ $47.1/MWh ของระบบภาคพื้นดิน และเมื่อรวม ITC แล้ว LCOE จะอยู่ที่ $37.8/MWh เทียบกับ $32.4/MWh
5 ระยะเวลาคืนทุน: มีความผันแปรสูงมาก ขึ้นอยู่กับขนาดโครงการ นโยบายสนับสนุน และรูปแบบการใช้ไฟฟ้า กรณีศึกษาโครงการขนาดใหญ่ในจีนมีระยะเวลาคืนทุนนานถึง 10.44 ปี
4 แต่ในทางกลับกัน แบบจำลองสำหรับเกษตรกรนาข้าวในไทยที่เน้นการประหยัดค่าไฟของตนเองคาดการณ์ระยะเวลาคืนทุนเพียง2-3 ปี
38 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริบทของโครงการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินความคุ้มค่า
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M):
ความท้าทายเฉพาะตัว: การบำรุงรักษาในสภาพแวดล้อมทางน้ำมีความซับซ้อนและอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า การทำงานอาจต้องทำจากบนเรือ
3 ปัญหาเฉพาะที่ต้องเผชิญคือการเกิดคราบชีวภาพ (Biofouling) หรือการเจริญเติบโตของตะไคร่น้ำบนแผงและโครงสร้าง รวมถึงสิ่งสกปรกจากมูลนก3 นอกจากนี้ ความชื้นสูงยังอาจส่งผลให้อายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์สั้นลง10 การเปรียบเทียบต้นทุน: อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่น่าสนใจจากงานวิเคราะห์ของ NREL ที่ประเมินว่าต้นทุน O&M ของ FPV อาจจะต่ำกว่าระบบภาคพื้นดิน ($15.5 เทียบกับ $18 ต่อกิโลวัตต์ต่อปี) เนื่องจากไม่มีค่าเช่าที่ดินและค่าใช้จ่ายในการจัดการวัชพืชที่กว้างขวาง
16 ข้อมูลนี้ขัดแย้งกับสมมติฐานทั่วไปและชี้ให้เห็นว่าการประเมินต้นทุน O&M ต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ
3.2 ความท้าทายเชิงเทคนิคและการดำเนินงาน
นอกเหนือจากด้านการเงินแล้ว ยังมีความท้าทายในทางปฏิบัติที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านการออกแบบทางวิศวกรรมที่ดี
ความแข็งแรงของโครงสร้าง: ระบบต้องได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษเพื่อรับมือกับแรงลมและแรงคลื่น โดยเฉพาะในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เปิดโล่ง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญทางวิศวกรรม
3 โลจิสติกส์การเพาะเลี้ยง: การมีอยู่ของเสาค้ำและแผงโซลาร์เซลล์ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำอาจเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมการทำฟาร์มแบบดั้งเดิม เช่น การให้อาหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยใช้แหหรืออวน
23 กลยุทธ์การแก้ไข: ปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมการออกแบบบ่อเพื่อแก้ปัญหานี้ เช่น การออกแบบให้มีพื้นที่เปิดโล่งซึ่งเป็น "เขตน้้ำลึก" สำหรับการให้อาหารและรวบรวมปลาเพื่อการจับ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของพื้นที่บ่อทั้งหมด หรือการใช้ระบบการเลี้ยงในกระชังหรือถังภายใต้แผงโซลาร์เซลล์
23
3.3 ข้อควรพิจารณาด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางน้ำโดยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์นำมาซึ่งผลกระทบทางนิเวศวิทยาที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง
ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของออกซิเจนละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen - DO):
ความเสี่ยง: การที่แสงแดดส่องถึงน้ำได้น้อยลงจากการบดบังของแผงโซลาร์เซลล์ จะลดอัตราการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช ซึ่งเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนตามธรรมชาติที่สำคัญในบ่อ
22 งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าบ่อที่คลุมด้วยแผง FPV มีระดับ DO ต่ำกว่าบ่อควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ22 ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและผลผลิตของปลาได้39 ความซับซ้อนที่ต้องทำความเข้าใจ: ผลกระทบนี้มีความซับซ้อนและไม่ใช่ข้อเสียโดยสมบูรณ์ ในขณะที่ร่มเงาลดการผลิต DO จากการสังเคราะห์แสง แต่ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์นั้นสามารถนำไปใช้เดินเครื่องเติมอากาศได้อย่างสม่ำเสมอและมีต้นทุนต่ำ
31 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแหล่งออกซิเจนที่พึ่งพิงไม่ได้และควบคุมยาก (การสังเคราะห์แสงที่ขึ้นกับแดด) มาเป็นแหล่งออกซิเจนที่เชื่อถือได้และควบคุมได้ (ระบบเติมอากาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์) งานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กพบว่า แม้ร่มเงาจะทำให้ DO ลดลง แต่การปรับปรุงระบบผสมน้ำ (ซึ่งใช้พลังงานจาก PV) ก็สามารถทำให้ระดับ DO กลับมาอยู่ในช่วงที่เหมาะสม (6-7 mg/l) ได้39 ดังนั้น ปัญหา DO จึงไม่ใช่ข้อบกพร่องของเทคโนโลยี แต่เป็นความท้าทายด้านการออกแบบและการจัดการที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นข้อได้เปรียบได้
ผลกระทบต่อแพลงก์ตอนและห่วงโซ่อาหาร:
การลดลงของชีวมวล: โดยทั่วไปแล้ว ร่มเงาจาก FPV จะทำให้ปริมาณและชนิดของแพลงก์ตอนโดยรวมลดลง
22 งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าปริมาณแพลงก์ตอนจะลดลงสู่ระดับต่ำสุดเมื่อพื้นที่ครอบคลุมของแผงเกินกว่า 75%4 การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของชุมชนสิ่งมีชีวิต: ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน ร่มเงาอาจเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแสงน้อยได้ดี แต่เป็นอุปสรรคต่อชนิดอื่น ซึ่งอาจส่งผลให้โครงสร้างของห่วงโซ่อาหารทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป
43 สิ่งนี้อาจกระทบต่อแหล่งอาหารตามธรรมชาติของสัตว์น้ำที่เลี้ยง
ความเสี่ยงจากวัสดุและมลภาวะ:
การปนเปื้อนจากวัสดุ: มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทำทุ่นลอยน้ำและโครงสร้าง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีอันตรายลงสู่แหล่งน้ำ
20 มลภาวะจากการเพาะเลี้ยง: ระบบอะควาโวลตาอิกส์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาดั้งเดิมของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปัญหาการปล่อยของเสียและสารอาหารส่วนเกินลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งยังคงสามารถส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบได้
45
ความคุ้มค่าในการลงทุนของอะควาโวลตาอิกส์นั้นมีความอ่อนไหวสูงต่อนโยบายภาครัฐและขนาดของโครงการ ทำให้การประเมินทางการเงินแบบ "one-size-fits-all" อาจให้ภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง งานวิจัยแสดงข้อมูลทางการเงินที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน เช่น โครงการในจีนที่คืนทุนนานกว่า 10 ปี
นโยบายสนับสนุน เช่น อัตราการรับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff) หรือมาตรการลดหย่อนภาษี
ขนาดของโครงการ ซึ่งส่งผลต่อการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) และ (3) วัตถุประสงค์หลัก ว่าเป็นการลงทุนเพื่อขายไฟฟ้าหรือเพื่อลดค่าใช้จ่ายในฟาร์มเป็นหลัก ดังนั้น การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในประเทศไทยจึงต้องมีความจำเพาะเจาะจงสูง และต้องสร้างแบบจำลองภายใต้เงื่อนไขนโยบายและลักษณะการใช้พลังงานของฟาร์มนั้นๆ โดยตรง
| เมตริก | โซลาร์ลอยน้ำ (FPV) | โซลาร์ภาคพื้นดิน (Ground-Mounted) | แหล่งข้อมูลอ้างอิง |
| เงินลงทุนเริ่มต้น (ระบบ 10 MWdc) | 12.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ | 10.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ | |
| ส่วนต่างต้นทุนต่อวัตต์ (CAPEX Premium) | สูงกว่า 25% ($0.26/Wdc) | N/A | |
| LCOE (ไม่รวม ITC) | $56.6/MWh | $47.1/MWh | |
| LCOE (รวม ITC) | $37.8/MWh | $32.4/MWh | |
| ปัจจัยขับเคลื่อนต้นทุนหลัก | ทุ่นลอยน้ำและระบบยึดโยง | การจัดหาและเตรียมที่ดิน |
ส่วนที่ 4: พิมพ์เขียวสู่ความสำเร็จ: การออกแบบระบบและการคัดเลือกชนิดสัตว์น้ำ
หลังจากที่ได้พิจารณาถึงความท้าทายต่างๆ แล้ว ส่วนนี้จะเปลี่ยนมุมมองไปสู่การหาแนวทางแก้ไข โดยนำเสนอแนวปฏิบัติและองค์ความรู้จากงานวิจัยเพื่อเป็นพิมพ์เขียวสำหรับการออกแบบและดำเนินโครงการอะควาโวลตาอิกส์ให้ประสบความสำเร็จ
4.1 การออกแบบระบบเพื่อพลวัตเสริมฤทธิ์
การออกแบบที่ดีคือหัวใจสำคัญที่สามารถเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และดึงศักยภาพสูงสุดของระบบออกมาได้
สัดส่วนการคลุมพื้นที่และผังการวางแผงที่เหมาะสม:
อัตราส่วนการคลุมพื้นที่ (Coverage Ratio): นี่คือตัวแปรการออกแบบที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง มีคำแนะนำทั่วไปว่าควรมีสัดส่วน พื้นที่ติดตั้งแผง 60% ต่อพื้นที่ผิวน้ำเปิด 40%
17 ในขณะที่บางงานออกแบบเสนอให้ใช้สัดส่วน75% ต่อ 25% โดยพื้นที่ 25% ที่เปิดโล่งนั้นจะถูกออกแบบให้เป็นเขตน้้ำลึกสำหรับใช้เป็นพื้นที่ให้อาหารและรวบรวมปลาเพื่อการเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะ
23 กุญแจสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการผลิตไฟฟ้าและความต้องการทางนิเวศวิทยาของบ่อ เนื่องจากการคลุมพื้นที่เกินกว่า 75% อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปริมาณแพลงก์ตอนได้4 ผังการวางแผงเพื่อการเก็บเกี่ยว: การออกแบบต้องคำนึงถึงความสะดวกในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการเก็บเกี่ยวผลผลิต แนวทางการแก้ปัญหาประกอบด้วยการเว้นช่องว่างให้เป็น "ร่องน้ำสำหรับการเก็บเกี่ยว" หรือการออกแบบให้สามารถระบายน้ำออกจากบริเวณใต้แผงเพื่อรวบรวมปลาไปยังพื้นที่เปิดโล่งที่เตรียมไว้
23
กลยุทธ์การจัดการแสง:
มากกว่าแค่การให้ร่มเงา: การออกแบบขั้นสูงสามารถจัดการสภาวะแสงได้อย่างมีพลวัตมากกว่าแค่การบดบังแสงแบบคงที่ ซึ่งอาจรวมถึงการเพิ่มระยะห่างระหว่างแผงเพื่อให้แสงส่องผ่านลงไปได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการออกแบบให้สามารถหมุนหรือเคลื่อนย้ายแผงได้เพื่อจำกัดระยะเวลาการให้ร่มเงาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
10 การให้แสงเสริม: เทคโนโลยีที่น่าสนใจคือการติดตั้งหลอดไฟ LED ไว้ใต้ทุ่นลอยน้ำ ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบ PV เอง เพื่อควบคุมช่วงแสง (Photoperiod) ให้เหมาะสมกับวงจรชีวิตของสัตว์น้ำบางชนิด ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้
10 นี่คือเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับการจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสมัยใหม่
4.2 การวิเคราะห์ความเข้ากันได้ของชนิดสัตว์น้ำ: การจับคู่สัตว์น้ำกับสภาพแวดล้อม
การคัดเลือกชนิดสัตว์น้ำที่เหมาะสมเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของโครงการ การเลือกที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ผลผลิตลดลงและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
ชนิดสัตว์น้ำที่เหมาะสมกับระบบอะควาโวลตาอิกส์: ชนิดสัตว์น้ำที่เหมาะสมที่สุดคือกลุ่มที่ชอบร่มเงา (Shade-loving) หรือได้รับประโยชน์จากอุณหภูมิน้ำที่เย็นลง งานวิจัยได้ชี้เป้าไปยังสัตว์น้ำหลายชนิด ได้แก่ กุ้ง ปูม้า ปูทะเล ตะพาบน้ำ ปูนา ปลาเนื้ออ่อน (Yellow Catfish) และปลาทราย (Sand Catfish) ว่าเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูง
23 กรณีศึกษา: ปลานิล (Nile Tilapia)
การตอบสนองทางสรีรวิทยา: งานวิจัยเกี่ยวกับปลานิลแสดงให้เห็นว่าร่มเงาช่วยลดความเครียดของปลาได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านการเจริญเติบโต แต่ปลาที่เลี้ยงในบ่อที่มีร่มเงามีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ต่ำกว่า และมีค่าแฟกเตอร์สภาพความสมบูรณ์ (Condition Factor) สูงกว่า ซึ่งบ่งชี้ถึงสุขภาพโดยรวมที่ดีกว่า
47 ความต้องการด้านสิ่งแวดล้อม: การเลี้ยงปลานิลต้องการการไหลเวียนของน้ำและระดับออกซิเจนที่ดี ซึ่งสามารถสนับสนุนได้ด้วยปั๊มและเครื่องเติมอากาศที่ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์
48 ปลานิลยังมีความไวต่ออุณหภูมิ ทำให้ผลจากการลดอุณหภูมิของแผงโซลาร์เซลล์เป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยง47
กรณีศึกษา: ปลาดุก (Catfish)
ความต้องการแสง: โดยทั่วไปแล้วปลาดุกจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าในสภาพแวดล้อมที่มืดหรือมีแสงน้อย งานวิจัยพบว่าการเลี้ยงปลาดุกแอฟริกันในที่มืดสนิทสามารถเพิ่มการเจริญเติบโตและปรับปรุงอัตราการแลกเนื้อ (Feed Conversion Ratio) ให้ดีขึ้นได้
49 อัตราการรอดของลูกปลาระยะวัยอ่อนมักจะดีที่สุดเมื่อเลี้ยงในที่มืดสนิท51 สภาวะที่เหมาะสม: งานวิจัยชิ้นหนึ่งแนะนำระดับความเข้มแสงที่ต่ำเพียง 150 ลักซ์ (lx) สำหรับปลาดุกแอฟริกัน
49 ในขณะที่อีกชิ้นหนึ่งพบว่าความเข้มแสงที่เหมาะสมสำหรับปลาอุก (Ussuri Catfish) อยู่ที่1000 ลักซ์
52 ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการให้ร่มเงาเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเลี้ยงปลาดุก แต่ระดับที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์
กรณีศึกษา: กุ้ง (Shrimp)
โครงการ SHRIMPS (เวียดนาม): เป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ที่กำลังทดสอบความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเชิงพาณิชย์ของการผสมผสาน PV เข้ากับการเลี้ยงกุ้งในระบบโรงเรือนปิด
27 โครงการคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำได้ถึง 75% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาล ร่มเงาจากแผงโซลาร์เซลล์ไม่เพียงช่วยปรับปรุงสภาพการทำงานของคนงาน แต่ยังช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของกุ้งโดยการรักษาอุณหภูมิน้ำให้ต่ำลง27 ความซับซ้อนทางสรีรวิทยา: ผลของแสงต่อกุ้งมีความซับซ้อนสูง การอยู่ในที่มืดสนิทตลอดเวลาอาจส่งผลต่อการเผาผลาญอาหาร การเปลี่ยนสีของตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคบางชนิด เช่น Vibrio
53 ในทางกลับกัน แสงที่จ้าเกินไปก็เป็นปัจจัยสร้างความเครียดเช่นกัน และกุ้งจะสร้างเม็ดสีแอสตาแซนทิน (Astaxanthin) ขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง54 ข้อมูลนี้ชี้ว่าระดับแสงปานกลางที่มีการจัดการอย่างเหมาะสมซึ่งเป็นผลจากระบบอะควาโวลตาอิกส์ อาจเป็นสภาวะที่ดีที่สุด แต่จำเป็นต้องมีการพิจารณาให้เหมาะกับแต่ละสายพันธุ์อย่างละเอียดความต้องการพลังงาน: การเลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะในระบบหนาแน่นสูง มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากสำหรับระบบเติมอากาศและปั๊มน้ำ ทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการบูรณาการเข้ากับพลังงานแสงอาทิตย์
31
การเลือกชนิดสัตว์น้ำที่เหมาะสมนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความรู้แบบ "ชีว-เทคนิค" (Bio-technical) ซึ่งไม่ใช่แค่การเลือกปลาที่ "ชอบร่มเงา" แต่ต้องพิจารณาว่าสภาพแวดล้อมจุลภาคที่เปลี่ยนแปลงไปจากการติดตั้งระบบ PV นั้นสอดคล้องกับความต้องการทางสรีรวิทยาทั้งหมดของสัตว์น้ำชนิดนั้นๆ หรือไม่ ตั้งแต่อุณหภูมิที่เหมาะสม
| ชนิดสัตว์น้ำ | เหตุผลความเหมาะสม | ข้อควรพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม | ประโยชน์ที่ได้รับจากร่มเงา | แหล่งข้อมูลอ้างอิง |
| ปลานิล | ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ได้รับประโยชน์จากอุณหภูมิน้ำที่เย็นลง | ต้องการการไหลเวียนของน้ำและระดับออกซิเจนที่คงที่ | ลดความเครียด (ระดับคอร์ติซอลต่ำลง) สุขภาพโดยรวมดีขึ้น (Condition Factor สูงขึ้น) | |
| ปลาดุก | ชอบสภาพแวดล้อมที่แสงน้อยหรือมืด ซึ่งช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตและลดพฤติกรรมก้าวร้าว | ความต้องการแสงแตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ ต้องปรับระดับการให้ร่มเงาให้เหมาะสม | เพิ่มอัตราการเจริญเติบโต ปรับปรุงอัตราการแลกเนื้อ ลดการกินกันเอง | |
| กุ้ง | การเลี้ยงแบบหนาแน่นสูงใช้พลังงานมาก ทำให้การผลิตไฟฟ้าเองคุ้มค่า ร่มเงาช่วยควบคุมอุณหภูมิน้ำ | ต้องการระดับออกซิเจนที่สูงและคงที่มาก อ่อนไหวต่อเชื้อโรคซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของแสง | ลดความเครียดจากความร้อน เพิ่มอัตราการเจริญเติบโต | |
| ปู | ชอบร่มเงาเป็นอย่างมาก ร่มเงาช่วยป้องกันศัตรูในช่วงลอกคราบที่เปราะบาง | ต้องการการจัดการคุณภาพน้ำที่ดี | ลดความเครียดจากความร้อน ลดการถูกล่าโดยนก เพิ่มอัตรารอดในช่วงลอกคราบ |
ส่วนที่ 5: บริบทประเทศไทย: กรณีศึกษา นโยบาย และศักยภาพตลาด
การวิเคราะห์ในส่วนนี้จะมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ในประเทศไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของโอกาส ความท้าทาย และแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศ
5.1 โครงการนำร่องและความริเริ่มในประเทศไทย
ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความสนใจและความสามารถทางเทคนิคในการพัฒนาเทคโนโลยีโซลาร์ลอยน้ำและอะควาโวลตาอิกส์ผ่านโครงการสำคัญหลายโครงการ
การวิจัยและพัฒนาที่นำโดยภาครัฐ:
MOU ระหว่าง กฟผ. และกรมประมง: นับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมประมง ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อวิจัยและพัฒนาการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ทุ่นลอยน้ำสำหรับใช้ในทะเลและชายฝั่งโดยเฉพาะ
55 โครงการนำร่องที่ภูเก็ต: โครงการแรกภายใต้ MOU ฉบับนี้จะดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต โดยคาดว่าจะใช้พื้นที่ในทะเลประมาณ 2-3 ไร่ เพื่อติดตั้งระบบขนาดกำลังการผลิต 100-150 กิโลวัตต์
58 โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นต้นแบบและสร้างองค์ความรู้สำหรับการประยุกต์ใช้อะควาโวลตาอิกส์ในสภาพแวดล้อมน้ำเค็มของไทย
การติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำขนาดใหญ่ (กฟผ.):
โครงการเขื่อนสิรินธร: โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริดพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ณ วันที่เปิดตัว) ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีกำลังการผลิตสูงถึง 45 เมกะวัตต์
20 แม้จะเป็นโครงการด้านพลังงานเป็นหลัก แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเทคนิคของไทยในการดำเนินโครงการ FPV ขนาดใหญ่ และมีการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม20 โครงการเขื่อนอุบลรัตน์: เป็นอีกหนึ่งโครงการไฮบริดที่จังหวัดขอนแก่น มีกำลังการผลิต 24 เมกะวัตต์ ซึ่งผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เข้าด้วยกัน
60 โครงการในอนาคต: กฟผ. มีแผนที่จะขยายโครงการ FPV ไปยังเขื่อนอื่นๆ ทั่วประเทศ เช่น เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนภูมิพล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการผลักดันเทคโนโลยีนี้
61
บทบาทของภาควิชาการและสถาบันวิจัย:
สถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ มหาวิทยาลัยนเรศวร (SGtech) กำลังดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับเกษตรโวลตาอิกส์อย่างแข็งขัน รวมถึงการพัฒนาระบบสำหรับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่า และการผลักดันข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
6 สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ERDI-CMU) เป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางสำคัญด้านการวิจัยพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ซึ่งสามารถบูรณาการเข้ากับระบบพลังงานในฟาร์มแบบองค์รวมในอนาคตได้
66
5.2 ภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบและนโยบาย
แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่การนำไปใช้ในวงกว้างยังคงเผชิญกับอุปสรรคด้านกฎระเบียบที่สำคัญ
การระบุช่องว่างเชิงนโยบาย:
ขาดกรอบกฎหมายที่ชัดเจน: ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกรอบกฎระเบียบที่ออกแบบมาสำหรับเกษตรโวลตาอิกส์หรืออะควาโวลตาอิกส์โดยเฉพาะ
6 ความท้าทายหลัก: การขาดกรอบที่ชัดเจนนี้สร้างอุปสรรคสำคัญให้แก่เกษตรกรและผู้พัฒนาโครงการ ได้แก่:
ความขัดแย้งในการใช้ที่ดิน: กฎหมายผังเมืองที่กำหนดให้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมมักจะไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรเกิดขึ้นได้หากไม่ผ่านกระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อน
6 การเชื่อมต่อกับระบบสายส่ง: เกษตรกรต้องเผชิญกับขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยากและใช้เวลานานในการขออนุญาตขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้กับการไฟฟ้า
7 ช่องว่างทางองค์ความรู้: เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักรู้และความเข้าใจทางเทคนิคเกี่ยวกับการออกแบบระบบและความเข้ากันได้ของชนิดสัตว์น้ำ
7
บทเรียนจากผู้นำระดับโลก:
ฝรั่งเศส: กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยจำกัดการคลุมพื้นที่ของแผงโซลาร์ไม่เกิน 40% ของพื้นที่เกษตรกรรม และกำหนดว่าผลผลิตพืชต้องลดลงไม่เกิน 10%
7 อิตาลี: จัดสรรงบประมาณจำนวนมาก (1.1 พันล้านยูโร) จากแผนฟื้นฟูแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนต้นทุนโครงการถึง 40%
7 ญี่ปุ่น: ออกกฎหมายอนุญาตให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่เกษตรกรรมได้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลาถึง 23 ปี ซึ่งสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้แก่เกษตรกร
7
การทำความเข้าใจกฎระเบียบของไทยในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2567/2568):
การขออนุญาต: การติดตั้งระบบที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า (On-Grid หรือ Hybrid) จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และอาจต้องขออนุญาตดัดแปลงอาคาร
68 ในขณะที่ระบบที่ไม่เชื่อมต่อกับโครงข่าย (Off-Grid) โดยทั่วไปจะได้รับการยกเว้น68 การขายไฟฟ้า: โครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" อนุญาตให้ครัวเรือนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี แต่โดยทั่วไปจะจำกัดขนาดติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สำหรับบ้านอยู่อาศัย
68 ซึ่งภาครัฐกำลังพิจารณาขยายโควตาการรับซื้อในปี 256870 มาตรการทางภาษี: คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
71 แม้จะมุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ตามบ้าน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงทิศทางนโยบายที่สนับสนุนพลังงานสะอาด
5.3 ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและการวิเคราะห์การลงทุนสำหรับตลาดไทย
ศักยภาพของตลาด: Krungthai COMPASS ประเมินว่าตลาดเกษตรโวลตาอิกส์เฉพาะสำหรับนาข้าวแปลงใหญ่ในไทยเพียงอย่างเดียวอาจมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 3 หมื่นล้านบาท
73 ศักยภาพสำหรับตลาดอะควาโวลตาอิกส์ก็น่าจะมีขนาดใหญ่เช่นกัน แต่ยังไม่มีการประเมินอย่างเป็นทางการการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์สำหรับเกษตรกรไทย:
ประโยชน์หลักในระยะแรกคือ การลดต้นทุนด้านพลังงาน
73 แบบจำลองสำหรับนาข้าวขนาด 14 ไร่ ชี้ให้เห็นผลประโยชน์สุทธิประมาณ 20,500 บาทต่อปี โดยมีระยะเวลาคืนทุนเพียง 2-3 ปี
38 การสร้างแบบจำลองที่คล้ายกันสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งมักมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและสม่ำเสมอกว่า (สำหรับเครื่องเติมอากาศ) อาจให้ผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น
ข้อพิจารณาในการลงทุน: ความคุ้มค่าทางการเงินมีความอ่อนไหวสูงต่อราคาค่าไฟฟ้า อัตราการรับซื้อไฟฟ้า (หากมี) และต้นทุนการลงทุนเริ่มต้น
74 การที่ยังไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าในอัตราที่จูงใจสำหรับโครงการอะควาโวลตาอิกส์เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน
สถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศไทยเผยให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน ระหว่างความสำเร็จในการดำเนินโครงการ FPV ขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางเทคนิคระดับโลก
| ประเทศ | นโยบาย/กฎระเบียบหลัก | มาตรการจูงใจทางการเงิน | แหล่งข้อมูลอ้างอิง |
| ไทย | ไม่มีกรอบกฎหมายเฉพาะ; ใช้กฎหมายพลังงาน/อาคารทั่วไป | ลดหย่อนภาษีสำหรับบ้านอยู่อาศัย; FiT 2.2 บาท/หน่วย สำหรับบ้าน <10kW | |
| ฝรั่งเศส | กฎหมายกำหนด: คลุมพื้นที่ไม่เกิน 40%, ผลผลิตลดลงไม่เกิน 10% | Feed-in Tariff (FiT) สำหรับโครงการขนาดเล็ก (<500 kW) | |
| อิตาลี | แผนฟื้นฟูแห่งชาติ (PNRR): จัดสรรงบ 1.1 พันล้านยูโร | อุดหนุนต้นทุนโครงการ 40% | |
| ญี่ปุ่น | กฎหมายอนุญาตให้ใช้ที่ดินเกษตรได้นาน 23 ปี | เกษตรกรมีรายได้จากพลังงานสูงกว่าเกษตรกรรม 3 เท่า |
ส่วนที่ 6: ขอบฟ้าแห่งอนาคต: นวัตกรรมและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์
ส่วนสุดท้ายของรายงานนี้จะสังเคราะห์การวิเคราะห์ทั้งหมดที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอภาพอนาคตของเทคโนโลยีอะควาโวลตาอิกส์และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
6.1 เทคโนโลยีเกิดใหม่และแนวโน้มในอนาคต
วิวัฒนาการของอะควาโวลตาอิกส์จะไม่หยุดนิ่งอยู่แค่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนผิวน้ำ แต่จะก้าวไปสู่การเป็นระบบอัจฉริยะและบูรณาการมากยิ่งขึ้น
อะควาโวลตาอิกส์อัจฉริยะ (Smart Aquavoltaics - AI & IoT): อนาคตของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่การผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เข้าด้วยกัน AI สามารถนำมาใช้ในการพยากรณ์การผลิตพลังงาน การติดตามจุดที่ให้กำลังไฟฟ้าสูงสุด (MPPT) ของแผงโซลาร์เซลล์ และการตรวจจับข้อบกพร่องของระบบได้อย่างแม่นยำ
75 ในขณะเดียวกัน เซ็นเซอร์ IoT สามารถตรวจวัดและส่งข้อมูลคุณภาพน้ำ สุขภาพสัตว์น้ำ และการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถบริหารจัดการฟาร์มแบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพสูงสุดได้40 วัสดุและการออกแบบขั้นสูง:
แผงโซลาร์เซลล์แบบโปร่งใส/กึ่งโปร่งใส: งานวิจัยเกี่ยวกับเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสารอินทรีย์แบบกึ่งโปร่งใส (Semi-transparent Organic Solar Cells) สำหรับใช้ในโรงเรือน พบว่าสามารถผลิตพลังงานได้มากกว่าที่ใช้ในบางสภาพอากาศ
76 เทคโนโลยีนี้สามารถนำมาปรับใช้กับอะควาโวลตาอิกส์เพื่อควบคุมปริมาณแสงที่ส่องผ่านลงไปยังแหล่งน้ำได้ละเอียดยิ่งขึ้นแผงโซลาร์เซลล์ชนิดฟิล์มบางแบบยืดหยุ่น: วัสดุเหล่านี้เปิดโอกาสในการออกแบบใหม่ๆ และสามารถนำไปบูรณาการกับโครงสร้างรูปแบบต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้น
77
แบบจำลองเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Models):
การนำแผงที่ปลดระวางกลับมาใช้ใหม่: การนำแผงโซลาร์เซลล์รุ่นเก่าที่หมดอายุการใช้งานจากโครงการขนาดใหญ่ มาใช้ในระบบอะควาโวลตาอิกส์ สามารถช่วยลดต้นทุนการติดตั้งลงได้อย่างมาก และยังช่วยชะลอความจำเป็นในการกำจัดแผงจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นการสร้างวงจรการใช้งานที่ยั่งยืนขึ้น
78
การบูรณาการระบบ:
ระบบพลังงานไฮบริด: การผสมผสานระบบอะควาโวลตาอิกส์เข้ากับแหล่งพลังงานอื่นๆ ที่มีในฟาร์ม เช่น พลังงานชีวภาพจากมูลสัตว์หรือของเสียทางการเกษตร สามารถสร้างระบบพลังงานที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์และสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยใช้ก๊าซชีวภาพเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานรูปแบบหนึ่ง
78
6.2 ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศไทย
เพื่อปลดล็อกศักยภาพของอะควาโวลตาอิกส์ในประเทศไทย จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างประสานกันจากทุกภาคส่วน
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย (กระทรวงพลังงาน, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน - กกพ.):
พัฒนากรอบกฎระเบียบเฉพาะทาง: จัดตั้งกระบวนการขออนุญาตแบบ "One-Stop-Shop" สำหรับโครงการอะควาโวลตาอิกส์โดยเฉพาะ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความชัดเจนระหว่างกฎระเบียบด้านพลังงาน เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยอาจใช้แบบจำลองของฝรั่งเศสเป็นต้นแบบในการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับสัดส่วนการคลุมพื้นที่และผลกระทบต่อผลผลิต
7 สร้างมาตรการจูงใจทางการเงินที่ตรงเป้า: ออกแบบมาตรการจูงใจที่นอกเหนือจากโครงการสำหรับบ้านอยู่อาศัย โดยอาจเป็นในรูปแบบของอัตราการรับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff - FiT) หรือการอุดหนุนเงินลงทุน (Capital Subsidy) ที่ออกแบบมาสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ เพื่อทำให้น่าลงทุนและคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ คล้ายกับแนวทางของอิตาลี
7 สนับสนุนโครงการนำร่องและถ่ายทอดองค์ความรู้: สนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และกรมประมงอย่างต่อเนื่อง
58 และจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนำร่องเพิ่มเติมในภูมิภาคต่างๆ และสำหรับสัตว์น้ำชนิดต่างๆ (เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เสี่ยงต่อภัยแล้ง ตามข้อเสนอแนะใน7 ) พร้อมทั้งสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเผยแพร่ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดไปสู่เกษตรกรในวงกว้าง
สำหรับนักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการ:
มุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้ใช้พลังงานสูง: กำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น ฟาร์มกุ้งระบบปิด ฟาร์มปลาดุกหนาแน่นสูง หรือฟาร์มที่ต้องใช้ปั๊มและเครื่องเติมอากาศตลอดเวลา เนื่องจากการประหยัดค่าไฟฟ้าในฟาร์มเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและชัดเจนที่สุด
ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบวิเคราะห์ทางวิศวกรรม: ดังที่ได้วิเคราะห์ไว้ในส่วนที่ 1 ความเสี่ยงทางเทคนิคที่ใหญ่ที่สุดคือความเสียหายของโครงสร้าง ควรเลือกเป็นพันธมิตรกับบริษัทวิศวกรรมที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ในด้านโครงสร้างทางน้ำหรือทางทะเล
นำเสนอแบบจำลองธุรกิจ "Farming-as-a-Service": เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับเกษตรกร ผู้พัฒนาโครงการสามารถนำเสนอรูปแบบที่บริษัทเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการสินทรัพย์โซลาร์เซลล์ และขายไฟฟ้าให้กับเกษตรกรในราคาพิเศษ ซึ่งเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์โดยที่เกษตรกรไม่ต้องแบกรับภาระการลงทุนก้อนแรก
สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ:
ทำการตรวจสอบการใช้พลังงาน (Energy Audit): ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรทำความเข้าใจรูปแบบการใช้พลังงานของฟาร์มตนเองอย่างละเอียดเสียก่อน นี่คือขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการกำหนดขนาดของระบบที่เหมาะสมและคำนวณผลประโยชน์ที่จะได้รับ
36 เริ่มต้นด้วยการประเมินเชิงชีว-เทคนิค: ประเมินลักษณะของแหล่งน้ำ สภาพภูมิอากาศ และชนิดสัตว์น้ำที่เลี้ยง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงและผู้เชี่ยวชาญด้านอะควาโวลตาอิกส์ เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีและรูปแบบการทำฟาร์มของคุณมีความเข้ากันได้ดี (ตามรายละเอียดในส่วนที่ 4)
พิจารณาเริ่มต้นจากระบบ Off-Grid: สำหรับฟาร์มที่อยู่ห่างไกล หรือต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์บางอย่างโดยเฉพาะ เช่น ปั๊มน้ำ
34 หรือเครื่องเติมอากาศ การเริ่มต้นด้วยระบบ Off-Grid ขนาดเล็กอาจเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อสร้างประสบการณ์และความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในโครงการ On-Grid ขนาดใหญ่
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก: กรอบแบบจำลองทางการเงินสำหรับการลงทุนในโครงการอะควาโวลตาอิกส์
ภาคผนวกนี้จะนำเสนอโครงสร้างของแบบจำลองทางการเงินในรูปแบบตาราง ซึ่งอ้างอิงจากแบบจำลองของ NREL และแหล่งข้อมูลอื่นๆ
ปัจจัยนำเข้า (Inputs):
ต้นทุนการลงทุน (CAPEX):
ขนาดระบบ (kWp)
ต้นทุนต่อวัตต์ (แยกตามต้นทุนโครงสร้าง, ไฟฟ้า, และต้นทุนแฝง ตามข้อมูลจาก
5 )
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M):
ค่าใช้จ่ายต่อกิโลวัตต์ต่อปี, ค่าประกันภัย
16
รายได้จากพลังงาน:
ผลผลิตพลังงานต่อปี (kWh/kWp, ปรับเพิ่มตามประสิทธิภาพของ FPV)
ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ (บาท/หน่วย)
อัตราการรับซื้อไฟฟ้า (FiT) (บาท/หน่วย)
รายได้จากการประมง:
ชนิดสัตว์น้ำ, ผลผลิต (กก./ไร่), ราคาตลาด (บาท/กก.)
ต้นทุนที่ประหยัดได้จากการดำเนินงาน:
มูลค่าของน้ำที่ประหยัดได้จากการลดการระเหย
ค่าสารเคมีที่ลดลง
สมมติฐานทางการเงิน:
อัตราคิดลด (Discount Rate), อัตราเงินเฟ้อ, เงื่อนไขเงินกู้, อัตราภาษี
ผลลัพธ์ (Outputs):
มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value - NPV)
อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return - IRR)
ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period)
ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย (Levelized Cost of Energy - LCOE)
ภาคผนวก ข: รายชื่อหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
รายชื่อนี้รวบรวมจากข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารอ้างอิง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการติดต่อประสานงาน
หน่วยงานภาครัฐ:
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.):
55 53 หมู่ 2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130กรมประมง:
57 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.):
83
สถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษา:
School of Renewable Energy and Smart Grid Technology (SGtech), มหาวิทยาลัยนเรศวร:
6 สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ (ERDI), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่:
66 155 ม.2 ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.):
64
ผู้ติดตั้งและให้คำปรึกษาเชิงพาณิชย์:
(หมายเหตุ: การระบุรายชื่อผู้ติดตั้งต้องอาศัยการสำรวจตลาดโดยละเอียด ตัวอย่างจากข้อมูลที่ค้นหาได้ในพื้นที่เชียงใหม่ ได้แก่ KG Solar, RT-Solar Cell เป็นต้น)
84
Comments