"ต้องวางหนังสือแล้วนั่งคิดตาม" เมื่อนิยายไม่ใช่เรื่องที่อ่านเอาสนุกอย่างเดียว แต่มีมุมอง และสิ่งที่ต้องย่อยทางความคิด

"ต้องวางหนังสือแล้วนั่งคิดตาม" นี่คือเครื่องหมายการค้าของระดับ "ปรมาจารย์"
สำหรับหวงอี้ (Huang Yi) สิ่งที่ทำให้เขาเหนือกว่านักเขียนทั่วไปไม่ใช่แค่ฉากบู๊ แต่คือการที่เขาพยายาม "อธิบายสิ่งที่อธิบายไม่ได้"
ผมขอชวนคุยในจุดที่คุณชอบนี้ครับ ว่าทำไม "ทลายกำแพงมิติ" (Shatter the Void) ของหวงอี้ ถึงทำให้เราต้องวางหนังสือลงแล้วทึ่ง:
1. มันคือ "ปรัชญา" ผสม "ควอนตัมฟิสิกส์" ในคราบกำลังภายใน
หวงอี้เป็นนักเขียนที่ล้ำสมัยมาก แกไม่ได้มองพลังวัตรเป็นแค่ "แรง" (Force) แต่มองเป็น "สนามพลัง" (Field) และ "มิติ" (Dimension)
ในเรื่องอื่น: ฝึกวิชา = ต่อยแรงขึ้น, ระเบิดภูเขาได้
ในจอมคนแผ่นดินเดือด: การฝึกวิชาของ เยี่ยนเฟย คือการทำความเข้าใจ "ความสัมพันธ์ระหว่าง จิต (Mind) กับ สสาร (Matter)"
ฉากที่เยี่ยนเฟยเข้าสู่สภาวะ "เซียนประตู" (Immortal Gate) มันคือการอธิบายภาวะที่ "ผู้สังเกต" (Observer) หลอมรวมกับ "สิ่งที่ถูกสังเกต" จนเวลาและสถานที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป
นี่คือสิ่งที่ทำให้เราต้อง "วางหนังสือแล้วคิด" เพราะมันไปตรงกับหลัก "สุญญตา" (ความว่างเปล่า) ของพุทธ และ "เต๋า" (ธรรมชาติ) แบบเป๊ะๆ แต่แกเขียนออกมาในรูปของนิยายได้ไง?
2. คู่ต่อสู้ที่คุยกันรู้เรื่อง (ซุนเอิน vs เยี่ยนเฟย)
สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดใน จอมคนแผ่นดินเดือด คือความสัมพันธ์ของ เยี่ยนเฟย กับ ซุนเอิน (ปราชญ์ฟ้าทักษิณ)
คู่นี้สู้กัน แต่ไม่ได้เกลียดกัน
พวกเขามองอีกฝ่ายเป็น "บันได" เพื่อไปสู่จุดสูงสุด
บทสนทนาก่อนสู้ของคู่นี้คือที่สุดของความนามธรรม เช่น การคุยเรื่อง "ฟ้าเหนือฟ้า" หรือ "จุดสุดท้ายของชีวิต" มันทำให้คนอ่านรู้สึกว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ใครตาย แต่คือ ใครจะหลุดพ้นจากวัฏจักรนี้ได้ก่อนกัน
3. เทียบกับ "กระบี่จงมา"
ที่คุณบอกว่าคล้ายกับ กระบี่จงมา ผมเห็นด้วย 100% ครับ แต่ต่างกันนิดหน่อยที่รสชาติ:
กระบี่จงมา (เฟิงหั่วฯ): เน้น "ตรรกะทางสังคมและจิตใจ" (Confucianism + Taoism) --> การถกเถียงเรื่อง ความดี/ความชั่ว เหตุผล/กฎเกณฑ์
จอมคนแผ่นดินเดือด (หวงอี้): เน้น "ตรรกะทางจักรวาลและตัวตน" (Taoism + Metaphysics) --> การถกเถียงเรื่อง มิติ/เวลา/การหลุดพ้น

สรุป: หวงอี้ทำให้เราเชื่อว่า "จุดสูงสุดของวิทยายุทธ์ ไม่ใช่การเป็นผู้ไร้เทียมทาน แต่คือการเข้าใจความจริงของจักรวาล" นี่คือความโรแมนติกของผู้ชายสายปัญญาที่หวงอี้มอบให้คนอ่าน


No.1 นิยายจีน "กระบี่จงมา"

ใครชอบเสพ "ความละเอียด" และ "ตรรกะที่เป็นเหตุเป็นผล" ของคนเขียน คือขึ้นหิ้งอันดับ 1
ผู้เขียน "เฟิงหั่วซี่จูโหว" (Feng Huo Xi Zhu Hou) ได้รับฉายาว่าเป็น "ปีศาจแห่งรายละเอียด" จริงๆ จุดเด่นที่คุณพูดถึงคือเสน่ห์ที่หาได้ยากในนิยายจีนกำลังภายในทั่วไป ที่มักจะเน้นแค่พระเอกเก่งเร็วๆ แล้วไปตบศัตรู
จุดที่แสดงให้เห็นว่าเขา "คิดเยอะมากๆ" :
- ทฤษฎี "งูหญ้าเส้นสีเทา" (Foreshadowing ระดับเทพ): คนเขียนเก่งเรื่องการฝังปมมากๆ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่บทที่ 5 แต่ผลลัพธ์ไปโผล่ตอนที่ 900 หรือคำพูดลอยๆ ของตัวประกอบคนหนึ่งในเล่มแรก กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาข้ามทวีปในอีก 5 ปีต่อมา การอ่านเรื่องนี้เหมือนการต่อจิ๊กซอว์หมื่นชิ้นที่ไม่มีชิ้นไหนเกินเลย
- เมืองบ้านเกิด (The Small Town) คือผลงานระดับ Masterpiece: ช่วงแรกของนิยายที่อยู่ในเมืองบ้านเกิดเฉินผิงอัน คือการวางผังที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่นิยายจีนเคยมีมา ทุกบ้าน ทุกตรอกซอกซอย ทุกคนที่เดินผ่าน ล้วนเป็น "หมาก" บนกระดานของระดับเทพ (ฉีจิ้งชุน vs เหล่าเซียน) ที่วางแผนกันมาเป็นพันปี ไม่มีฉากไหนที่เขียนมาลอยๆ เลย
- การต่อสู้ด้วย "เหตุผล" (Battle of Dao): ในเรื่องอื่น สู้กันว่าใครพลังเยอะกว่าชนะ แต่เรื่องนี้สู้กันว่า "เหตุผล (เต๋า) ของใครแข็งกว่า" เฉินผิงอันไม่ได้ฝึกแค่ดาบ แต่ฝึก "วิธีคิด" การที่เขาค่อยๆ ใช้ตรรกะ (Reasoning) เย็บรอยร้าวในใจตัวเอง หรือเถียงชนะปรัชญาของคู่ต่อสู้ บางครั้งมันสะใจกว่าฉากฟันดาบตูมตามเสียอีก
- ตัวละครมีชีวิต: ตัวร้ายในเรื่องนี้ฉลาดเป็นกรด (อย่างลู่เฉิน หรือชุยฉาน) พวกเขามีอุดมการณ์ของตัวเอง ไม่ใช่แค่เกิดมาเลวเพื่อให้พระเอกฆ่าเล่น ทำให้เวลาอ่านเราจะรู้สึกเคารพในตัวศัตรูพอๆ กับตัวเอก
อ่านแล้วเหนื่อยไหมครับ? เพราะบางช่วงบทบรรยายปรัชญา (ขงจื๊อ พุทธ เต๋า) ในเรื่องนี้ก็หนักและลึกซึ้งจนต้องอ่านซ้ำหลายรอบเหมือนกันกว่าจะเข้าใจว่าตัวละครกำลังด่ากันหรือชมกันแน่ 555

"อากิก" (เจี่ยเฮียวฮง) จากเรื่อง "ซาเสียวเอี้ย" (คุณชายสามแห่งหมู่บ้านกระบี่เทพ) เป็นตัวละครที่สะท้อนปรัชญาของโกวเล้งในอีกมุมหนึ่งที่ต่างจากลี้คิมฮวง
ถ้าลี้คิมฮวงคือ "ความเจ็บปวดจากการเสียสละ" เจี่ยเฮียวฮง คือ "ความเหนื่อยหน่ายจากการเป็นที่หนึ่ง" ครับ
ความรู้สึกตอนอ่านเรื่องของเจี่ยเฮียวฮง มันทำให้เราต้องวางหนังสือลงแล้วถอนหายใจ เพราะความ "ย้อนแย้ง" ในชีวิตของเขา:
1. เทพเจ้าที่อยากเป็นเพียงสุนัข
นี่คือพล็อตที่กระแทกใจคนอ่านมากที่สุด
เจี่ยเฮียวฮง: คือคุณชายสามแห่งหมู่บ้านกระบี่เทพ เป็นอัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ สูงส่งจนคนทั่วหล้าต้องก้มหัวให้ แต่เขากลับไม่มีความสุขเลย เพราะชีวิตเขาถูกกำหนดด้วย "หน้าที่" และ "ชื่อเสียง" ตลอดเวลา
อากิก: เขาเลือกหนีออกจากบ้าน ทิ้งศักดิ์ศรี ยอมไปเป็นคนรับใช้ในซ่องนางโลม ยอมให้คนถ่มน้ำลายใส่ ยอมทำงานสกปรก เพื่อแลกกับสิ่งเดียวที่เขาหาไม่ได้ในฐานะคุณชายสาม นั่นคือ "ความเป็นมนุษย์ธรรมดา"
ฉากที่เขาเป็น "อากิก" ผู้ไร้ค่า มันสะท้อนจิตใจคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดแต่ว้างเปล่าข้างในได้เจ็บปวดมากครับ เขาไม่ได้อยากเป็นเทพ เขาแค่อยากมีชีวิต
2. "คนในยุทธภพ จิตใจมิอาจเป็นของตน"
ประโยคทองของโกวเล้งประโยคนี้ ชัดเจนที่สุดในตัวเจี่ยเฮียวฮง
แม้เขาจะหนีไปเป็นอากิกจนเกือบตาย แต่สุดท้าย "ชะตากรรม" ก็ลากเขากลับมาจับกระบี่อยู่ดี
มันสอนให้คนอ่านเห็นสัจธรรมที่โหดร้ายว่า บางครั้งคนเราก็เลือกวิถีชีวิตตัวเองไม่ได้ ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งเก่งยิ่งมีภาระ
การที่เขาต้องกลับมาฆ่าคน ทั้งที่เกลียดการฆ่าฟัน คือโศกนาฏกรรมที่เงียบงันที่สุดครับ
3. คู่ปรับที่ยิ่งใหญ่: อี้จับซา (Yen Shisan)
พูดถึงเจี่ยเฮียวฮง จะขาด "อี้จับซา" ไปไม่ได้ครับ (ฉากจบเรื่องนี้คือตำนาน)
การต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่าง กระบี่ของเจี่ยเฮียวฮง vs กระบี่ที่ 15 ของอี้จับซา
มันไม่ใช่การสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่ง แต่เป็นการสู้เพื่อ "ค้นหาคำตอบของมรรคากระบี่"
ตอนที่อี้จับซาค้นพบ "กระบี่ที่ 15" (กระบี่แห่งความตายที่ควบคุมไม่ได้) แล้วเลือกที่จะ "เชือดคอตัวเอง" เพื่อทำลายกระบี่มารชุดนี้ทิ้ง ไม่ให้ทำร้ายผู้คน... เจี่ยเฮียวฮงถึงกับหลั่งน้ำตา และยอมรับว่าตัวเองพ่ายแพ้ในเชิงใจ
ฉากนี้ทำให้คนอ่านต้องวางหนังสือ แล้วคิดหนักเลยครับว่า "จุดสูงสุดของวิชาฝีมือ คือการทำลายล้าง หรือ การเสียสละเพื่อรักษาสมดุล?"
สำหรับผม เจี่ยเฮียวฮง คือตัวแทนของคนวัยทำงานที่ประสบความสำเร็จแต่หมดไฟ (Burnout) ครับ เขาโหยหาอิสระที่ไม่มีวันได้มา
คุณชอบช่วงชีวิตตอนที่เป็น "อากิกผู้ต่ำต้อย" หรือตอนที่เป็น "คุณชายสามผู้ไร้เทียมทาน" มากกว่ากัน


"ฤทธิ์มีดสั้น" (Little Li Flying Dagger) การวางหนังสือลงครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะสมองรับข้อมูลไม่ไหว (แบบหวงอี้) แต่เป็นเพราะ "หัวใจรับความหน่วงไม่ไหว" จริงๆ ครับ
โกวเล้งเขียนเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ด้วยหมึก แต่ด้วย "เหล้าและน้ำตา" ของแกเอง
ผมขอแชร์มุมมองที่ทำให้เรื่องนี้เป็น "นิยายเรียกน้ำตา" แห่งศตวรรษในสายตาผม เผื่อจะตรงใจคุณครับ:
1. ความเจ็บปวดของการ "ให้" ที่มากเกินไป
สิ่งที่ทำให้เราต้องวางหนังสือและถอนหายใจยาวๆ คือตรรกะความรักของ ลี้คิมฮวง
คนทั่วไปสู้เพื่อแย่งชิงคนรัก
แต่ลี้คิมฮวง "ยกคนรัก (ลิ้มซีอิม)" ให้พี่ร่วมสาบาน (เล้งโซวฮุน) เพื่อทดแทนบุญคุณ
มันคือความโง่เขลาในสายตาคนยุคใหม่ แต่มันคือ "ความเสียสละที่ขมขื่นที่สุด" ในโลกของลูกผู้ชาย ลี้คิมฮวงต้องแกล้งทำตัวเหลวแหลก ทำร้ายจิตใจผู้หญิงที่ตัวเองรักที่สุด เพื่อให้เธอตัดใจ...
ฉากที่เขา แกะสลักไม้ เป็นรูปนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วก็ฝังมันลงไปในหิมะ... มันคือภาพจำที่คนอ่านไม่มีวันลืมครับ มันเหงาจับขั้วหัวใจจริงๆ
2. ความเหงาที่เป็นเพื่อนตาย
ในขณะที่ เฉินผิงอัน (กระบี่จงมา) มีเพื่อนฝูงรายล้อม มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และ เยี่ยนเฟย (จอมคนฯ) มีความอิสระเหนือโลก แต่ ลี้คิมฮวง มีเพียง "ไหสุรา" และ "อาการไอ" เป็นเพื่อน
ประโยคคลาสสิก: "ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา" เพราะมันทำให้เขาลืมความเจ็บปวดไปได้ชั่วขณะ
โกวเล้งทำให้เราเห็นว่า "วีรบุรุษที่เก่งที่สุด คือคนที่โดดเดี่ยวที่สุด" ยิ่งมีดบินไม่เคยพลาดเป้าเท่าไหร่ หัวใจเขาก็ยิ่งว่างเปล่าเท่านั้น
3. อาฮุย: แสงสว่างเดียวในความมืด
สิ่งเดียวที่ช่วยเยียวยาคนอ่าน (และลี้คิมฮวง) ได้ คือมิตรภาพกับ "อาฮุย" (กระบี่ไว)
ความสัมพันธ์ของคู่นี้มันบริสุทธิ์มาก คนหนึ่งเป็นไม้ใกล้ฝั่งที่บอบช้ำ (ลี้คิมฮวง) อีกคนเป็นเด็กหนุ่มที่ใสซื่อและดื้อรั้น (อาฮุย)
ฉากที่ลี้คิมฮวงพยายามสอนอาฮุย หรือพยายามดึงอาฮุยขึ้นมาจากปลักตม (แม่นางลิ้มเซียนยี้) เป็นช่วงที่แสดงให้เห็นความอบอุ่นของลี้คิมฮวงที่สุดแล้ว
สรุป: ถ้า หวงอี้ คือปรมาจารย์ที่พาเรา "เหาะเหินสู่จักรวาล" โกวเล้ง ก็คือปรมาจารย์ที่พาเรา "ดำดิ่งสู่ก้นบึ้งของหัวใจคน"


Comments

Popular posts from this blog

install kodi + addons primewire & robinhood

บัตรเครดิตเสมือน RedotPay สำหรับผู้ใช้งานในประเทศไทยและกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

How to flashing the firmware MK808 miniPC